ไอแพ็ด ภัยเงียบทำลายสุขภาพของผู้ชายวัยทอง

วัยทองในผู้ชายเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเพศชายลดลง ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น มีปัญหาในการนอนหลับ ความต้องการทางเพศลดลง มีปัญหาในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เป็นต้น

นอกจากอาการทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยทองในผู้ชายอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้ชายวัยทองอาจใช้เวลาว่างไปกับการเล่นวิดีโอเกม ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมมือถือมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

ไอแพ็ดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความที่ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และมีเกม ภาพยนตร์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย จึงทำให้ไอแพ็ดกลายเป็นอุปกรณ์ฆ่าเวลาที่ผู้ชายวัยทองหลายคนชื่นชอบ

แต่การใช้ไอแพ็ดอย่างหนักอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ชายวัยทองได้ ตัวอย่างเช่น

  • โรคอ้วน การใช้ไอแพ็ดอาจทำให้ผู้ชายวัยทองนั่งเฉยๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคอ้วนได้
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 การใช้ไอแพ็ดอาจทำให้ผู้ชายวัยทองมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารที่มีไขมันสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
  • โรคหัวใจ การใช้ไอแพ็ดอาจทำให้ผู้ชายวัยทองมีพฤติกรรมการนอนไม่หลับจากการได้รับแสงหน้าจอมากเกินไป ซึ่งการนอนไม่หลับอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้
  • โรคกระดูกพรุน การใช้ไอแพ็ดอาจทำให้ผู้ชายวัยทองมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้

ดังนั้น ผู้ชายวัยทองที่ใช้งานไอแพ็ดควรระมัดระวังและควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • จำกัดเวลาการใช้งาน ควรจำกัดเวลาการใช้งานไอแพ็ดในแต่ละวันไม่ให้เกิน 2-3 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

นอกจากนี้ ผู้ชายวัยทองควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

Similar Posts

  • มีอะไรบ้างที่ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

    ได้มีการเก็บข้อมูลการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เพื่อนๆพี่อยากทราบไม่ครับว่ามีใครที่เสี่ยงบ้าง มาดูกันเลยครับ 1.เผ่าพันธุ์ พบว่าคนผิวสีอเมริกัน หรือคนผิวดำในอเมริกาจะเป็นมากที่สุด รองลงมาจะเป็นฝรั่งผิวขาว สุดท้ายคนผิวเหลืองฝั่งเอเชียมีโอกาสเป็นน้อยสุด เช่น คนจีน ญี่ปุ่น ไทย โดยคนเอเชียจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 5 คน ใน 100000 คน เมื่อเทียบกับฝรั่งที่เป็น 120 คน ใน 100000 คน[1] ถือว่าเป็นน้อยกว่าอย่างชัดเจน นี้ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งนะครับที่พวกเราเกิดเป็นคนเอเชีย 2.กรรมพันธุ์ ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นอีก 2-4 เท่า ถึงว่ามีผลมากอยู่นะครับ โดยยังแจกแจงแบบความเสี่ยงได้ออกเป็น ในกรณีที่พ่อเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ลูกชายก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2.17 เท่า ถ้ามีพี่น้องที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 1 คน เราก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 3.37 เท่า และถ้าญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า 1 คน เราจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 5.08 เท่า จะเห็นได้ชัดจากความเสี่ยงที่แสดงว่ามีการส่งต่อทางพันธุกรรมจริง รู้แบบนี้แล้วต้องลองโทรไปถามญาติๆผู้ชายของเราว่ามีใครเป็นบ้างแล้วละครับ เกิดถ้าเจอขึ้นมาคงต้องมีการปรับอาหารกันบ้างละครับ ใครสนใจเมนูอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกดติดตามได้ ที่นี้ เลยครับ 3.อายุ…

  • หาเพื่อนแก้เหงาในวัยทอง ลดโอกาสสมองเสื่อมได้นะ

    ในช่วงวัยทองของผู้ชาย มีฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายๆคน อาจะรู้สึกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนโดยไม่มีสาเหตุ ไหนจะอาการขี้หลงขี้ลืมอีก บางคนอาจจะรู้สึกความจำเริ่มไม่ค่อยดีนิดๆตั้งแต่ช่วง 30 หรือ 35 มาแล้วก็ได้ บางคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าเรื่องของความจำและอารมณ์มันส่งผลซึ่งกันและกันได้ หลายๆคนคงไม่รู้ว่าเพียงความเหงานั้นสามารถทำร้ายสมองได้ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ความเหงาจะส่งผลต่อสมองทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำหดตัวเล็กลง ซึ่งความเหงาที่ว่ามานี้ก็รวมทั้งความเหงาที่รู้สึกเหงาแม้อยู่ท่ามกลางผู้คน และความเหงาที่รู้สึกเหงาเพราะไม่ได้เจอผู้คนเลยเช่นกัน ร่างกายจะเกิดความเครียดต่อเนื่องเรื้อรัง มีการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนเครียดมากระตุ้นร่างกายตลอดเวลา ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เกิดความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเพราะความเครียดกระตุ้นร่างกายเป็นเวลานาน มันคงเหมือนความรู้สึกเครียดที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวก็เป็นได้ครับ ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองก็ไม่ดีต่อสมองทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมง่ายขึ้นไปอีก !! ยิ่งถ้าใครรู้สึกเหงานานติดต่อกันเกิน 6 เดือนขึ้นไป มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคทางจิตเวช มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด คิดว่ามีคนจะมาทำร้ายตัวเองก็มี ส่วนคนที่มีความเหงาต่อเนื่องสะสมนาน 3-4 ปีขึ้นไปจะทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเรารู้สึกเหงา ลองเปิดใจคุยกับภรรยาหรือถ้าใครที่โสดก็หาเพื่อนคุย ใครซักคนที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาเราได้ หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ดีนะครับ

  • โอ๊ย!! ทำไมขี้ลืม หรือเราจะเข้าวัยทองแล้ว ?

    เรามักจะติดภาพลักษณ์ของคนแก่ๆที่มาพร้อมกับอาการขี้หลง ขี้ลืม เป็นอัมไซเมอร์ นั้นเป็นปลายทางที่หลายๆคนเห็นแต่ก่อนหน้าที่จะเป็นคนแก่ขนาดนั้นเราต้องผ่านอะไรก่อนละครับ… มันคือ วัยทองไงละครับ!! ช่วงอายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ที่ฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆลดลงและ 1 ในอาการแสดงคือ เริ่มความจำไม่ดี ลืมนู้นลืมนี้ งั้นเราลองมาดูกันครับว่าทำไม โดยปกติเราพอจะรู้อยู่แล้วว่านิสัยผู้ชายกับผู้หญิงมีพื้นฐานกับวิธีคิดที่แตกต่างกัน ทั้งวิธีการพูดที่แสดงถึงวิธีการคิด การเข้าใจอารมณ์ต่างๆโดย และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะมีฮอร์โมนเพศที่แตกต่างกันนั้นเอง!! โดย ฮอร์โมนเพศชายช่วยกระตุ้นการผลิต BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) ได้ดีกว่าฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่ง BDNF เป็นโปรตีนที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ ความจำ และอารมณ์ ฮอร์โมนเพศหญิงช่วยกระตุ้นการผลิต NGF (Nerve growth factor) ได้ดีกว่าฮอร์โมนเพศชาย ซึ่ง NGF เป็นโปรตีนที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท NGF มีความสำคัญต่อการรับรู้ ภาษา และความสัมพันธ์ พอเข้าสู่วัยทองฮอร์โมนเพศก็ลดลงเลยทำให้การผลิตสารทั้ง 2 ตัวนี้ในสมองลดลง สมองเลยเริ่มเสื่อมง่าย รวนไปจนมีปัญหาด้านอารมณ์ต่างๆด้วยนั้นเอง อาการความจำไม่ดีจึงเป็นสัญญาณของวัยทองด้วยเช่นกัน แล้วเราจะมีวิธีฟื้นฟูสาร 2 ชนิดนี้ให้ความจำดีขึ้นได้อย่างไร จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน…

  • รู้ไหม? ทำไมผู้ชายวัยทองถึงนอนไม่หลับ

    เรื่องนี้เป็นปัญหาที่รบกวนของใครหลายๆคน พออายุเยอะแล้วอยากจะนอนแต่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทแล้วก็ตื่นเช้ามาด้วยอาการเพลียเพราะนอนหลีบไม่ดี อาการแบบนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่เรามาดูกันครับ อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าปัญหาของผู้ชายวัยทอง เวลาเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ขึ้นไป ฮอร์โมนเพศเริ่มค่อยๆลดลง ส่งผลให้ร่างกายกระทบหลายๆอย่าง ทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย มวลกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย เริ่มหลงๆลืมๆง่าย แล้วยังมีผลต่อการนอนหลับอีกด้วย การที่คนเราจะง่วงหรือไม่ง่วง ความง่วงจะเกิดจากฮอร์โมนในสมองที่ค่อยความคุมนาฬิกาชีวิต หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ นาฬิกาชีวิตคือวงจรที่ควบคุมสมดุลในร่างกาย ให้เรามีเวลากิน ความหิว เวลานอน ให้เป็นเวลาที่เหมาะสม ทำให้กลางคืนง่วงนอน กลางวันตื่นตัว ให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ครับ ฮอร์โมนที่ทำให้เราง่วงคือ ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เรียกว่าเป็น ฮอร์โมนการนอน ก็ได้ฮอร์โมนตัวนี้ร่างกายจะสร้างขึ้นจาก กรดอะมิโนทริปโตแฟน (tryptophan) วิตามินบี 6 วิตตามินบี 3 และแมกนีเซียม สร้างขึ้นมา (ใครอยากรู้ว่าจะกินอาหารอะไรดีเพื่อเสริมสารอาหาร 4 ตัวนี้คลิกที่นี้เลย) ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน ทีนี้เจ้าฮอร์โมนเมลาโทนินร่างกายจะสร้างขึ้นเมื่อเจอกับความมืดครับ ก็คือเวลากลางคืนจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ตามธรรมชาติ ร่างกายจะเริ่มสร้างตั้งแต่ช่วงเย็นๆ และเพิ่มมากขึ้นเยอะสุดช่วงกลางคืน ไปลดลงอีกทีตอนเช้าๆ แต่จะถูกยับยั้งเมื่อเจอแสงสว่าง คงได้คำตอบนะครับว่าทำไมการจ้องโทรศัพท์มือถือนานๆก่อนนอนถึงทำให้นอนไม่หลับ ก็เพราะมันมีแสงจากหน้าจอไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนตัวนี้นั้นเอง จึงแนะนำว่าใครนอนไม่หลับให้พยายามนอนในห้องมืดสนิทจะทำให้การนอนหลับ…

  • รู้ไหม? สมุนไพรดีปลี ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก!!

    จากบทความที่ผ่านๆ จะเห็นว่าในตำรับยาไทยที่ช่วยเรื่องต่อมลูกหมากโต(คลิกอ่านที่นี้) กับต่อมลูกหมากอักเสบ(คลิกอ่านที่นี้) จะเห็นว่าในสูตรจะมี ดีปลี อยู่ในสูตรยา วันนี้เราจะมาดูกันว่าดีปลีมีฤทธิ์ช่วยอะไรบ้างกันนะครับ ในสมัยก่อนหลายๆขนชาติจะมีการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไม่ว่าจะเป็นฝั่งยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง เกิดเป็นการแพทย์แผนโบราณกับการแพทย์พื้นบ้านตามถิ่นนั้น แต่ที่มีความเจริญมากๆในสมัยก่อนก็จะเป็นที่จีน(การแพทย์แผนจีน) กับอินเดีย(การแพทย์อายุรเวท) ในเมืองไทยก็จะได้รับวิชามาจากทั้งทางจีนและอินเดีย ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีการค้าขายกับต่างชาติ ทุกวันนี้ก็ยังมีรองรอยเหลืออยู่ จะสังเกตว่าถ้าเราไปเยาวราช ก็จะมีร้านขายยาจีน มีแพทย์แผนจีน หรือสมัยนี้คนจบแพทย์แผนไทยเยอะ มาเปิดคลินิกจนเห็นได้ง่ายขึ้น หรือคนเก่าๆแก่ๆสมัยก่อนจะมีการใช้สมุนไพรอยู่บ้าง ที่นี้พอสมัยใหม่ก็มีการเอาวิทยาศาสตร์มาศึกษา พิสูจน์ ว่าสมุนไพรมันมีดีอะไร ฤทธิ์อะไร ทำให้เข้าใจสมุนไพรมากขึ้นมีหลักฐานมากขึ้น และทุกวันนี้ก็ยังมีการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราเห็นได้มากขึ้นว่ามีฤทธิ์ที่ใช้ตรงกับสมัยโบราณไหมที่แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีนใช้ไหม? ในแพทย์แผนไทย ดีปลี จะช่วยเรื่อง แก้ริดสีดวง แก้เส้นปัตคาตเส้นอัมพฤกษ์ (แนวกล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย หัวเหน่า ขา) บำรุงไฟธาตุ แก้หืด ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม จากสรรพคุณที่แพทย์แผนไทยใช้จะเห็นว่า ดีปลี ออกฤทธิ์กับระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ยังแก้ริดสีดวงนั้นก็คือช่วยเรื่องหลอดเลือด และไส้ตรง พอเราเห็นแนวโน้มว่ามันช่วยเรื่องอะไรหรือออกฤทธิ์จุดไหน นักวิทยาศาสตร์ก็จะสนใจเอามาศึกษาว่ามีฤทธิ์จริงไหม…

  • ใครนอนไม่หลับ กินขี้เหล็กช่วยได้ คุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!

    ยาอีกชนิดที่แพทย์แผนไทยชอบใช้ในโรคกษัยคือ แก่นขี้เหล็ก จากที่เรารู้กันว่า โรคต่อมลูกหมากโต มักพบในคนที่อายุมาก ร่างกายเกินการเสื่อมถอยทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ ในทางแพทย์แผนไทยโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยเราจะเรียกว่า “โรคกษัย” จากการเทียบอาการมีโรคกษัยชนิดหนึ่งคล้ายมีอาการคล้ายกับโรคต่อมลูกหมากโตคือ โรคกล่อนแห้งบังเกิดเพื่อเส้นมุตฆาต ซึ่งส่วนใหญ่ในตัวยาแก้กษัยมักจะใช้แก่นขี้เหล็กเป็นส่วนผสมเพราะมันมีสรรพคุณ ช่วยขับโลหิต แก้กามโรค หนองใน แก้นอนไม่หลับ แก้กษัย ดังนั้นแก่นขี้เหล็กจึงมักถูกใส่ผสมร่วมกับยาอื่นๆที่ใช้แก้กษัย เพราะการรักษาโรคกษัย จำเป็นต้องขับของเสียที่ทำให้เกิดกษัยออกไปด้วย ตัวแก่นขี้เหล็กนี้ก็จะไปช่วยขับกษัย ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันว่าได้ค้นพบอะไรที่มันสอดคล้องกับสรรพคุณในแพทย์แผนไทยบ้าง? มีฤทธิ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ เสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ!! คือปกติต้องเข้าใจหน้าที่ของตับก่อน ตับคนเราจะมีหน้าที่ในการรับเลือดที่ดูดซึมสารอาหารทางๆจากระบบทางเดินอาหารผ่านลำไส้มากรองที่ตับก่อนจะส่งไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งจะสำคัญมากๆเพราะจะทำหน้าที่ปรับไม่ให้น้ำตาลและไขมันในเลือดมากเกินไป รวมถึงกำจัดสารพิษต่างๆให้เบาลง ซึ่งการกำจัดพิษนี้เซลล์ตับจะใช้เอนไซน์ซึ่งมีอยู่หลายๆตัว เอนไซน์คือเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้เร่งปฎิกิริยา ให้สารที่ตับรับมาเกิดปฎิกิริยา ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้สารพวกนั้นละลายน้ำได้ดีขึ้นและเป็นพิษลดลง เพื่อให้ขับออกทางไตได้ดีนั้นเอง เมื่อขับออกไปได้ไวก็จะก่อพิษกับร่างกายได้น้อย เอนไซน์ที่ว่านี้ก็มีหลายตัวเช่น กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) , ยูดีพี กลูโคโรนิลทรานเฟอเรส (UDP-glucuronyltransferase) ในหนูทดลองที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบใบขี้เหล็ก 5% นาน 2 สัปดาห์ พบว่ามันช่วยเพิ่มปริมาณเอนไซน์กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) ขึ้น 250% และเพิ่ม เอนไซน์ยูดีพี…