ต่อมลูกหมากอักเสบในการแพทย์แผนไทย
รู้ไหมว่าอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมากและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในสมัยก่อนที่การแพทย์แผนตะวันตกจะเข้ามา ในไทยมีการแพทย์ดั้งเดิมอยู่คือแพทย์แผนไทย และใครที่อยากจะเป็นหมอในสมัยนั้นก็ต้องไปเข้าสำนักเป็นศิษย์หมอ แต่ก็ยังมีตำรามาตรฐานที่ใช้ร่ำเรียนกันเรียกว่า “พระคัมภีร์” ซึ่งก็จะมีหลายๆคัมภีร์ แต่ละคัมภีร์ก็จะเขียนถึงบริบทโรคที่ต่างๆกัน
จะมีคัมภีร์หนึ่งที่กล่าวถึงโรคที่เกี่ยวกับเรื่องใต้สะดือ แต่รวมๆทั้งในผู้หญิงกับผู้ชายเรียกว่า คัมภีร์มุขฉาปักขันทิกา ก็จะพูดถึงเรื่อง อาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นสีต่างๆ สีขาวขุ่น สีแดง สีเหลืองขมิ้น รวมทั้งโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้อวัยวะเน่าเป็นหนอง เปื่อยลาม หรืออาการที่เป็นริดสีดวง รวมไปถึงอาการฟกซ้ำภายใน ซึ่งอาจจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์แรงเกินไปจนช้ำใน รวมไปถึงการถูกกระแทก ทุบตีที่หลังที่เอวจนช้ำใน เลือดค้างจนต้องกินยาขับออก
แต่ด้วยบริบทในสมัยก่อนที่ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ การแพทย์แผนโบราณมักจะแบ่งกลุ่มอาการตามสิ่งที่เห็นได้กับบริบทและสาเหตุที่ทำให้เป็น ดังนั้นจึงมีการแบ่งตามกลุ่มอาการที่ไม่เหมือนกันกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่แบ่งโรคตามรอยโรคและเชื้อโรค จากบทความที่ผ่านเราจะรู้ว่าอาการปวดของต่อมลูกหมากอักเสบคือ ปวดที่ีเย็บ อัณฑะ ท้องน้อย หัวหน่าว ดังนั้นผมจะยกเนื้อความในคัมภีร์มาให้เราอ่านดูเล่นๆนะครับ จะได้เห็นว่าสมัยก่อนเขามีวิธีเขียนยังไง หลายๆคนอาจจะพอคุ้นๆสำเนียงแบบนี้ในหนังจักรๆวงศ์ๆอยู่บ้าง
“มุตกิต ๔
ทีนี้จะกล่าวด้วยมุตกิต ๔ ประการคือ ให้น้ำปัสสาวะเป็นโลหิตช้ำดังน้ำปลาเน่า บางทีเป็นบุพโพจางๆดังน้ำซาวข้าว บางทีเป็นดังน้ำมูกขัดๆหยดๆย้อยๆจะออกมาให้ขัด ให้ปวดหัวหน่าว ให้หนักตะโพก ให้แสบอก กินอาหารไม่รู้รส แลโรคทั้งนี้ เป็นเพราะโลหิตช้ำ“
“อุปทม ๔
สตรียังไม่มีระดู ข่มเหงด้วยกำหนัดยินดีนั้น ประดุจดังช้างสารอันมีกายใหญ่ เล่ห์ประหนึ่งบุคคลไล่ให้จำเพาะเข้าไปในช่องแคบ ก็เจ็บปวดช้ำในนั้น ก็เป็นบุพโพโลหิตออกมาตามช่องทวารเบา ได้ความเจ็บปวดนัก
ประการหนึ่ง คือบุคคลเป็นอุปทมเกิดแก่สตรีอันเป็นคนกาลกิณีสำส่อนด้วยน้ำกิเลสเป็นอาจิณ ครั้งชายเข้าไปเสพมาตุคาม ก็บังเกิดเป็นอุปทม เพราะอุปัทวะชั่วช้านักแล
ประการหนึ่งคือบุรุษบริสุทธิ์มิได้มักมากด้วยกิเลส คือพระภิกษุแลฆราวาสเป็นพหูสูตก็ดี โรคอันนี้เกิดแก่บุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ดี เกิดเพราะกาฬมูตร
อนึ่งโรคอันเกิดด้วยกษัยกล่อน เกิดอยู่ใต้สายสะดือมักขัดลงมาถึงหัวเหน่า เดิมทีให้ขัดทางปัสสาวะคือกล่อนลงฝัก มักให้ไม่ลงทางฝัก ลงมาทางองคชาต ให้องคชาติปวดแสบในองคชาติ ให้ปัสสาวะไหลหยดๆออกมา ครั้นกินยาหายไปแล้วก็กลับมาเป็นมาเล่า เป็นหลายทั้งหลายหนก็เป็นต่างๆ ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ ท่านเรียกว่าโรคสำหรับบุรุษมิใช่อุปทม แต่ว่าท่านจัดเข้ามาเป็นทุราวสา ๔ ประการ”
“ทุราวสา ๔
ทีนี้จะว่าด้วยทุราวสา ๔ ประการ คือ ว่าด้วยน้ำปัสสาวะ ๔ ประการ คือน้ำมูตรเมื่อออกมานั้น ขาวข้นดังน้ำข้าวเช็ด ถ้าเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ถ้าเป็นโลหิตสดๆก็ดี แดงดังน้ำฝางต้มก็ดี ดำดังน้ำครามก็ดี ย่อมให้ปวดหัวเหน่า ให้แสบองคชาต ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นเวลา มีประการต่างๆ”[1]
เป็นไงกันบ้างครับ พอจะอ่านรู้เรื่องไหมครับ ทีนี้เมื่อเราเอามาพิจารณาจากเนื้อความในคัมภีร์ก็จะพบว่ากรณีที่เป็นต่อมลูกหมากอักเสบจากการติดเชื้อเฉียบพลัน ก็จะใกล้เคียงกับอาการของ ทุราวสา ๔ ที่เป็นปัสสาวะสีขาว (ที่ปัสสาวะขาวเพราะติดเชื้อมีหนองปนในปัสสาวะ) และมีไข้
แต่ถ้าเป็นต่อมลูกหมากอักเสบชนิดเรื้อรังแบบไม่มีเชื้อ อาจจะเกิดจากการบาดเจ็บขององคชาตได้ ทำให้เกิดการช้ำ ก็อาจจะจัดได้ใกล้เคียงกับ มุตกิต ๔ ซึ่งในคัมภีร์ก็กล่าวไว้ว่าโรคนี้เกิดเพราะโลหิตช้ำ แถมตำแหน่งและอาการปวดก็เป็นบริเวณหัวหน่าว สะโพกด้วยเช่นกัน
อีกบริบทหนึ่งสำหรับพระ นักบวช ที่ห้ามช่วยตัวเองหรือไม่มีการหลั่งเกิดขึ้นก็อาจทำให้ของเสียคั่งค้างไม่ได้ระบายออก จึงเกิดเป็นอาการของ อุปทม ๔ ได้เช่นกัน ที่เกิดแก่บุรุษ(ผู้ชาย)
ดังนั้นจะเห็นว่าแต่โบราณก็มีโรคพวกนี้มานานแล้ว แต่ในสมัยก่อนจะไม่มียาปฎิชีวนะ ต้องใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษา ในบางอาการที่ติดเชื้อรุนแรงในคัมภีร์จะกล่าวว่า ให้แก้แต่ยังอ่อน นั้นคือเมื่อมันรุกลามแล้วจะทำให้ยากต่อการรักษานั้นเอง
ถึงตรงนี้แล้วใครสนใจว่าเขาใช้ตำรับยาอะไรแก้ต่อกด ที่นี้ นะครับ
อ้างอิง
[1] มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ และโรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับอนุรักษ์) เล่ม 1 ฉบับชำระ พ.ศ. 2550. กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ์; 2550.
