ต่อมลูกหมากอักเสบในการแพทย์แผนไทย

รู้ไหมว่าอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมากและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในสมัยก่อนที่การแพทย์แผนตะวันตกจะเข้ามา ในไทยมีการแพทย์ดั้งเดิมอยู่คือแพทย์แผนไทย และใครที่อยากจะเป็นหมอในสมัยนั้นก็ต้องไปเข้าสำนักเป็นศิษย์หมอ แต่ก็ยังมีตำรามาตรฐานที่ใช้ร่ำเรียนกันเรียกว่า “พระคัมภีร์” ซึ่งก็จะมีหลายๆคัมภีร์ แต่ละคัมภีร์ก็จะเขียนถึงบริบทโรคที่ต่างๆกัน

จะมีคัมภีร์หนึ่งที่กล่าวถึงโรคที่เกี่ยวกับเรื่องใต้สะดือ แต่รวมๆทั้งในผู้หญิงกับผู้ชายเรียกว่า คัมภีร์มุขฉาปักขันทิกา ก็จะพูดถึงเรื่อง อาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นสีต่างๆ สีขาวขุ่น สีแดง สีเหลืองขมิ้น รวมทั้งโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้อวัยวะเน่าเป็นหนอง เปื่อยลาม หรืออาการที่เป็นริดสีดวง รวมไปถึงอาการฟกซ้ำภายใน ซึ่งอาจจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์แรงเกินไปจนช้ำใน รวมไปถึงการถูกกระแทก ทุบตีที่หลังที่เอวจนช้ำใน เลือดค้างจนต้องกินยาขับออก

แต่ด้วยบริบทในสมัยก่อนที่ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ การแพทย์แผนโบราณมักจะแบ่งกลุ่มอาการตามสิ่งที่เห็นได้กับบริบทและสาเหตุที่ทำให้เป็น ดังนั้นจึงมีการแบ่งตามกลุ่มอาการที่ไม่เหมือนกันกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่แบ่งโรคตามรอยโรคและเชื้อโรค จากบทความที่ผ่านเราจะรู้ว่าอาการปวดของต่อมลูกหมากอักเสบคือ ปวดที่ีเย็บ อัณฑะ ท้องน้อย หัวหน่าว ดังนั้นผมจะยกเนื้อความในคัมภีร์มาให้เราอ่านดูเล่นๆนะครับ จะได้เห็นว่าสมัยก่อนเขามีวิธีเขียนยังไง หลายๆคนอาจจะพอคุ้นๆสำเนียงแบบนี้ในหนังจักรๆวงศ์ๆอยู่บ้าง

มุตกิต ๔

ทีนี้จะกล่าวด้วยมุตกิต ๔ ประการคือ ให้น้ำปัสสาวะเป็นโลหิตช้ำดังน้ำปลาเน่า บางทีเป็นบุพโพจางๆดังน้ำซาวข้าว บางทีเป็นดังน้ำมูกขัดๆหยดๆย้อยๆจะออกมาให้ขัด ให้ปวดหัวหน่าว ให้หนักตะโพก ให้แสบอก กินอาหารไม่รู้รส แลโรคทั้งนี้ เป็นเพราะโลหิตช้ำ

อุปทม ๔

สตรียังไม่มีระดู ข่มเหงด้วยกำหนัดยินดีนั้น ประดุจดังช้างสารอันมีกายใหญ่ เล่ห์ประหนึ่งบุคคลไล่ให้จำเพาะเข้าไปในช่องแคบ ก็เจ็บปวดช้ำในนั้น ก็เป็นบุพโพโลหิตออกมาตามช่องทวารเบา ได้ความเจ็บปวดนัก

ประการหนึ่ง คือบุคคลเป็นอุปทมเกิดแก่สตรีอันเป็นคนกาลกิณีสำส่อนด้วยน้ำกิเลสเป็นอาจิณ ครั้งชายเข้าไปเสพมาตุคาม ก็บังเกิดเป็นอุปทม เพราะอุปัทวะชั่วช้านักแล

ประการหนึ่งคือบุรุษบริสุทธิ์มิได้มักมากด้วยกิเลส คือพระภิกษุแลฆราวาสเป็นพหูสูตก็ดี โรคอันนี้เกิดแก่บุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ดี เกิดเพราะกาฬมูตร

อนึ่งโรคอันเกิดด้วยกษัยกล่อน เกิดอยู่ใต้สายสะดือมักขัดลงมาถึงหัวเหน่า เดิมทีให้ขัดทางปัสสาวะคือกล่อนลงฝัก มักให้ไม่ลงทางฝัก ลงมาทางองคชาต ให้องคชาติปวดแสบในองคชาติ ให้ปัสสาวะไหลหยดๆออกมา ครั้นกินยาหายไปแล้วก็กลับมาเป็นมาเล่า เป็นหลายทั้งหลายหนก็เป็นต่างๆ ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ ท่านเรียกว่าโรคสำหรับบุรุษมิใช่อุปทม แต่ว่าท่านจัดเข้ามาเป็นทุราวสา ๔ ประการ”

ทุราวสา ๔

ทีนี้จะว่าด้วยทุราวสา ๔ ประการ คือ ว่าด้วยน้ำปัสสาวะ ๔ ประการ คือน้ำมูตรเมื่อออกมานั้น ขาวข้นดังน้ำข้าวเช็ด ถ้าเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ถ้าเป็นโลหิตสดๆก็ดี แดงดังน้ำฝางต้มก็ดี ดำดังน้ำครามก็ดี ย่อมให้ปวดหัวเหน่า ให้แสบองคชาต ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นเวลา มีประการต่างๆ”[1]

เป็นไงกันบ้างครับ พอจะอ่านรู้เรื่องไหมครับ ทีนี้เมื่อเราเอามาพิจารณาจากเนื้อความในคัมภีร์ก็จะพบว่ากรณีที่เป็นต่อมลูกหมากอักเสบจากการติดเชื้อเฉียบพลัน ก็จะใกล้เคียงกับอาการของ ทุราวสา ๔ ที่เป็นปัสสาวะสีขาว (ที่ปัสสาวะขาวเพราะติดเชื้อมีหนองปนในปัสสาวะ) และมีไข้

แต่ถ้าเป็นต่อมลูกหมากอักเสบชนิดเรื้อรังแบบไม่มีเชื้อ อาจจะเกิดจากการบาดเจ็บขององคชาตได้ ทำให้เกิดการช้ำ ก็อาจจะจัดได้ใกล้เคียงกับ มุตกิต ๔ ซึ่งในคัมภีร์ก็กล่าวไว้ว่าโรคนี้เกิดเพราะโลหิตช้ำ แถมตำแหน่งและอาการปวดก็เป็นบริเวณหัวหน่าว สะโพกด้วยเช่นกัน

อีกบริบทหนึ่งสำหรับพระ นักบวช ที่ห้ามช่วยตัวเองหรือไม่มีการหลั่งเกิดขึ้นก็อาจทำให้ของเสียคั่งค้างไม่ได้ระบายออก จึงเกิดเป็นอาการของ อุปทม ๔ ได้เช่นกัน ที่เกิดแก่บุรุษ(ผู้ชาย)

ดังนั้นจะเห็นว่าแต่โบราณก็มีโรคพวกนี้มานานแล้ว แต่ในสมัยก่อนจะไม่มียาปฎิชีวนะ ต้องใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษา ในบางอาการที่ติดเชื้อรุนแรงในคัมภีร์จะกล่าวว่า ให้แก้แต่ยังอ่อน นั้นคือเมื่อมันรุกลามแล้วจะทำให้ยากต่อการรักษานั้นเอง

ถึงตรงนี้แล้วใครสนใจว่าเขาใช้ตำรับยาอะไรแก้ต่อกด ที่นี้ นะครับ

อ้างอิง

[1] มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ และโรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับอนุรักษ์) เล่ม 1 ฉบับชำระ พ.ศ. 2550. กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ์; 2550.

Similar Posts

  • เจ็บหลังหลั่ง เจ็บโคนน้องชาย ปวดฝีเย็บ อาการต่อมลูกหมากอักเสบที่ไม่ควรมองข้าม

    เพื่อนๆพี่ๆคนไหนเคยมีอาการเจ็บขณะมีการหลั่ง ตอนมีเพศสัมพันธ์ หลังช่วยตัวเอง หรือมีอาการปวดท้องน้อย หัวหน่าว นั้นแสดงว่าอาจเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังชนิดไม่มีเชื้อโดยจะมีอาการแสดงตามนี้ ลองเช็คตัวเองดูได้ครับ 1.ปวดเรื้อรังบริเวณอัณฑะ หัวหน่าว องคชาต หรือเจ็บเสียวในท่อปัสสาวะ 2.บางครั้งจะมีอาการปวดขาหนีบ เอว ร่วมด้วยได้ 3.มีอาการปวดขณะหลั่งอสุจิ หรือหลังหลั่งอสุจิได้เช่นกัน 4.มีอาการปัสสะวะแสบขัด เป็นๆหายๆ มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัยว่าแล้วคนส่วนใหญ่ที่เป็นจากสถิติชอบเจ็บส่วนไหนมากที่สุด ? มีการเก็บวิจัยกันเลยทีเดียว เจอคนที่เจ็บที่ฝีเย็บมากที่สุด รองลงมาเป็นที่องคชาตหรืออัณฑะ รองลงมาอีกเป็นตรงหัวเหน่า[1] นะครับแบบนี้คงหายสงสัย หรือจะลองเอาไปถามเพื่อนๆที่เป็นดูว่าได้สถิติตรงกันไหมสนุกๆก็ได้นะครับ ส่วนสาเหตุเกิดได้จากการกระแทกบ่อยๆ การปั่นจักรยาน หรือตอนฉี่อาจจะชอบเกร็งหูรูดโดยไม่รู้ตัว อาจจะมาจากความเคยชินหรือความเครียด หรือเกิดจากสารที่หลั่งจากต่อมลูกหมาก พวกน้ำเลี้ยงอสุจิสีขาวๆได้ไหลซึมเข้าไปในเนื้อต่อมลูกหมากตกค้างจนเกิดปฎิกิริยาการอักเสบในต่อมลูกหมาก ส่วนนี้น่าจะมาจากการกลั้นหลั่งเมื่อจะถึงจุดสุดยอด ทำให้อสุจิมีการคั่งค้างได้ แม้แต่การมีนิ่วหรือหินปูนในต่อมลูกหมาก ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งถ้าจะเอานิ่วออกก็ต้องผ่าตัดออก ต้องคว้านเนื้อต่อมลูกหมากออกด้วยเช่นกันแต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเอานิ่วออกไม่หมดซะทีเดียวเมื่อต่อมลูกหมากอักเสบมันก็จะบวมแดงขึ้น ไปเบียดท่อปัสสาวะทำให้มีอาการปัสสาวะแสบขัดในที่สุด จากภาพจะเห็นว่าฝั่งซ้ายคือต่อมลูกหมากปกติ ฝั่งขวาคือต่อมลูกหมากอักเสบก็จะบวมแดง ไปเบียดท่อปัสสาวะ อาการของโรคนี้มักเป็นๆหายๆ รักษาได้แค่การบรรเทาอาการเท่านั้น เช่น ใช้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการหดเกร็งทำให้อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะขัดดีขึ้น หากใครที่มีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโรค โดยแพทย์จะนำน้ำปัสสาวะ และน้ำจากการนวดต่อมลูกหมากไปตรวจดูเม็ดเลือดขาวและเพาะเชื้อเพื่อจำแนกการอักเสบ เพราะบางทีอาจจะเห็นการอักเสบเรื้อรังชนิดพบเชื้อ จะได้ใช้ยาปฎิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อให้หาย และถ้าเพื่อนๆพี่ๆคนไหนเป็นโรคนี้แล้วแนะนำให้ แช่ก้นในน้ำร้อน…

  • รู้ไหม!! ต่อมลูกหมากก็มีนิ่วได้นะ

    หลายๆคนคงไม่เคยได้ยินโรคนี้คือ โรคนิ่วในต่อมลูกหมาก!! ใช่ครับ ได้ยินไม่ผิด พอได้ยินอย่างนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันจะมีผลอะไร อาการเป็นไงบ้างเรามาดูกันครับ โรคนิ่วในต่อมลูกหมากมักจะพบในคนวัยกลางคนหรือวัยแก่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจน บางคนมาตรวจเจอเพราะไปตรวจต่อมลูกหมากโต พอตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวล์ทางทวารหนัก ถึงแสกนเจอก้อนนิ่วโดยบังเอิญ เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักจะไม่แสดงอาการ แต่ก็จะมีอาการในบางคนที่เป็นคู่กับโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง จะทำให้มีอาการเจ็บบริเวณอุ้มเชิงกรานเรื้อรัง นิ่วในต่อมลูกหมากมักมาพร้อมกับโรคอะไร ? จากการสำรวจคนที่มีอาการเจ็บบริเวณอุ้มเชิงกรานเรื้อรัง มักจะพบนิ่วในต่อมลูกหมากถึง 46.8 % ส่วนในคนสูงอายุที่เป็นต่อมลูกหมากโต จะเจอนิ่วในต่อมลูกหมากถึง 70 % จะสังเกตว่ามาคู่ๆกันนะครับ กับโรคต่อมลูกหมากโต ส่วนในคนปกติที่ไม่ได้เป็นต่อมลูกหมากโตก็พบนิ่วในต่อมลูกหมากได้แต่เจอน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต[1] นิ่วในต่อมลูกหมากน่าจะเกิดจากอะไร มีสมมุติฐานอะไรรองรับบ้าง ? สาเหตุที่ชัดเจนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่มีคนอธิบายความเป็นไปได้ว่ามาจากที่ในต่อมลูกหมากจะมีท่อสองท่อที่มาต่อกันคือท่อนำอสุจิที่มาเชื่อมต่อกับท่อปัสสาวะ โดยในต่อมลูกหมากจะมีท่อเล็กๆว่า 15-30 ท่อที่ใช้ส่งสารคัดหลั่งที่ผลิตจากต่อมลูกหมากมารวมกันตรงท่อปัสสาวะ แต่ถ้าท่อพวกนี้เกิดการอุดกั้นก็จะเริ่มบวมขึ้น เกิดแคลเซียมไปเกาะ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการโตของต่อมลูกหมาก พอมันโตก็จะเริ่มมีการอักเสบเรื้อรัง จากนั้นก็จะทำให้เกิดนิ่วในต่อมลูกหมากได้ตามท่อพวกนี้ ดังนั้นนิ่วจึงเกิดได้แทบทุกส่วนของต่อมลูกหมากเพราะอยู่ในท่อเล็กๆเหล่านี้นั้นเอง มีอีกกรณีหนึ่งคือ เกิดจากปัสสาวะไหลย้อนเข้าสู่ต่อมลูกหมากก็จะทำให้เกิดนิ่วได้ แต่มักเกิดเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นนิ่วที่เกิดในจากในตัวต่อมลูกหมากเอง นิ่วในต่อมลูกหมากมีผลเสีย ทำให้โรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหายช้า ก้อนนิ่วในต่อมลูกหมากสามารถเป็นที่อยู่ในเชื้อแบคทีเรียได้ เหมือนเป็นฐานทัพที่กำบังให้แบคทีเรียอาศัย ในกรณีที่คนๆนั้นเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังแบบมีเชื้อก็จะทำให้เชื้อยากกับการรักษาให้หายได้ เคยมีการเก็บสถิติ คนที่เป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังแบบมีเชื้อแต่ไม่มีนิ่วตอบสนองกับการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดีขึ้น 63.6 % ส่วนกลุ่มที่มีนิ่วจะเห็นว่าตอบสนองแค่…

  • เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้วควรรักษาหรือปล่อยไปดี ?

    จากที่เรารู้กันในสถิติว่ามะเร็งต่อมลูกหมากมักเจอในคนที่อายุเยอะแล้ว อ่าว…แล้วถ้าอายุมากๆแล้ว 70-80 ปี ควรจะรักษาไหม เพราะบางคนน่าจะตายจากโรคอื่นหรือว่าแบตหมด หมดอายุขัยไปก่อนที่จะมาตายจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ารักษาอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือบางคนอาจจะคิดว่ารักษาไปไว้ก่อนยังไงชื่อว่ามะเร็งก็ดูน่ากลัว มีเงินซะอย่าง จัดการให้เด็ดขาดไปเลยดีกว่า !! ถ้าเราวางความกลัวลงไปก่อนแล้วมาดูเหตุผล ความคุ้มค่าในการรักษาเราจะคิดชั่งน้ำหนักตามผลดี-ผลเสียที่จะได้รับกันดีกว่า ดังนั้นเรามาลองพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลไปพร้อมๆกันนะครับ 1.ดูสภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าแข็งแรงดีไหม มีโอกาสที่อายุจะยืนยาวไปอีกกี่ปี ถ้าหากเป็นคนแข็งแรงคิดว่ายังไงก็มีอายุยืนยาวไปอีก 10-15 ปี ก็ควรรักษาเพราะเราต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีตอนแก่ คงไม่มีใครอยากป่วยออดๆแอดๆเป็นภาระลูกหลาน ครอบครัว ต้องแก่แบบภาคภูมิใจถึงจะดี ถ้าคนแข็งแรงก็ดีไป แต่ถ้าเราดันเป็นคนขี้โรค มีโรคเยอะ เป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต สุขภาพไม่ดีแบบนี้ เป็นต้น ก็ต้องพิจารณาแล้วว่า เราอาจจะตายเพราะโรคประจำตัวมากกว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คงไม่ได้ตายทรมานจากมะเร็งแบบนี้รักษาไปก็คงไม่คุ้มค่ารักษา เอาเงินไปใช้ชีวิตซื้อของกิน ของใช้น่าจะดีกว่า 2.ดูระยะของโรคว่าเจอตอนอยู่ระยะแรก หรือระยะรุกลามแล้ว ดูความรุนแรงของโรคว่าเซลล์มะเร็งที่พบเป็นแบบดุ หรือไม่ดุโตช้า ก็จะดูได้ว่าถ้าโรครุกลามจะอยู่ได้อีกกี่ปี ถ้าหากมันมีโอกาสรุกลามเร็วก็ควรรักษายืดอายุไขไปจะดีกว่า แต่ถ้ามันพึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่ใช่เซลล์ชนิดดุ ก็ยังมีเวลาอีก 5-10 ปี ที่มันจะไม่กำเริบ สามารถรอได้แล้วค่อยรักษาก็ได้ หรือรับยาลดฮอร์โมนเพศชายเพื่อให้มะเร็งฝ่อลงก็สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก เพราะการรักษาโดยการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออกจะทำให้มีผลข้างเคียงทำให้ เสื่อมสมถรรภาพทางเพศ การหลั่งอสุจิไม่ดี…

  • หาเพื่อนแก้เหงาในวัยทอง ลดโอกาสสมองเสื่อมได้นะ

    ในช่วงวัยทองของผู้ชาย มีฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายๆคน อาจะรู้สึกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนโดยไม่มีสาเหตุ ไหนจะอาการขี้หลงขี้ลืมอีก บางคนอาจจะรู้สึกความจำเริ่มไม่ค่อยดีนิดๆตั้งแต่ช่วง 30 หรือ 35 มาแล้วก็ได้ บางคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าเรื่องของความจำและอารมณ์มันส่งผลซึ่งกันและกันได้ หลายๆคนคงไม่รู้ว่าเพียงความเหงานั้นสามารถทำร้ายสมองได้ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ความเหงาจะส่งผลต่อสมองทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำหดตัวเล็กลง ซึ่งความเหงาที่ว่ามานี้ก็รวมทั้งความเหงาที่รู้สึกเหงาแม้อยู่ท่ามกลางผู้คน และความเหงาที่รู้สึกเหงาเพราะไม่ได้เจอผู้คนเลยเช่นกัน ร่างกายจะเกิดความเครียดต่อเนื่องเรื้อรัง มีการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนเครียดมากระตุ้นร่างกายตลอดเวลา ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เกิดความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเพราะความเครียดกระตุ้นร่างกายเป็นเวลานาน มันคงเหมือนความรู้สึกเครียดที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวก็เป็นได้ครับ ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองก็ไม่ดีต่อสมองทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมง่ายขึ้นไปอีก !! ยิ่งถ้าใครรู้สึกเหงานานติดต่อกันเกิน 6 เดือนขึ้นไป มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคทางจิตเวช มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด คิดว่ามีคนจะมาทำร้ายตัวเองก็มี ส่วนคนที่มีความเหงาต่อเนื่องสะสมนาน 3-4 ปีขึ้นไปจะทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเรารู้สึกเหงา ลองเปิดใจคุยกับภรรยาหรือถ้าใครที่โสดก็หาเพื่อนคุย ใครซักคนที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาเราได้ หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ดีนะครับ

  • อสุจิปนเลือดในผู้สูงอายุควรระวังมะเร็งต่อมลูกหมาก

    หากท่านชายคนไหนมีเลือดปนในน้ำอสุจิ อาจจะเป็นตอนช่วยตัวเอง ตอนมีเพศสัมพันธ์ หรือจากการฝันเปียกก็ตาม ถ้าอายุน้อยกว่า 40 ปี มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ แต่ถ้าหากมีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยอาการอสุจิปนเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น 1.อวัยวะเพศได้รับการกระแทกรุนแรงจากอุบัติเหตุ  2.จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการช่วยตนเองที่รุนแรงเกินไป ซึ่งในกรณีที่เกิดจากพฤติกรรมทางเพศ อาการควรจะหายไปใน 1-2 วัน หลังจากที่ร่างกายฟื้นตัว 3.เกิดจากต่อมลูกหมากโตจนไปเบียดท่อฉีดอสุจิตัน กระทบท่อปัสสาวะ 4.เกิดจากวิธีการรักษาโรคก่อนหน้าที่จะเป็น เช่น การฉายแสงต่อมลูกหมาก การทำหมัน การผ่าตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก เพราะวิธีการเหล่านี้ต้องมีการเจาะ ฉีดเข้าไปในต่อมลูกหมากจนมีบาดแผล การผ่าตัดริดสีดวงทวารก็อาจจะมีการบาดเจ็บลามไปถึงต่อมลูกหมากได้ 5.เกิดจากการติดเชื้อและมีการอักเสบเช่น อัณฑะอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ หนองใน หนองในเทียม ต่อมลูกหมากอักเสบชนิดพบเชื้อ ท่อนำอสุจิอักเสบ จึงมีเลือดออก 6.มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ 7.ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เป็นเวลานาน ถ้าอายุน้อยกว่า 40 ปี อาการนี้อาจจะหายไปได้เอง แต่ถ้าไม่หายใน 1-2 วันควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าแท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่ ถ้าใครมีอายุเกิน 40 ปี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะมีโอกาสเจอได้ เพราะในผู้ชายที่อายุมากๆ 80-90…

  • ใครนอนไม่หลับ กินขี้เหล็กช่วยได้ คุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!

    ยาอีกชนิดที่แพทย์แผนไทยชอบใช้ในโรคกษัยคือ แก่นขี้เหล็ก จากที่เรารู้กันว่า โรคต่อมลูกหมากโต มักพบในคนที่อายุมาก ร่างกายเกินการเสื่อมถอยทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ ในทางแพทย์แผนไทยโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยเราจะเรียกว่า “โรคกษัย” จากการเทียบอาการมีโรคกษัยชนิดหนึ่งคล้ายมีอาการคล้ายกับโรคต่อมลูกหมากโตคือ โรคกล่อนแห้งบังเกิดเพื่อเส้นมุตฆาต ซึ่งส่วนใหญ่ในตัวยาแก้กษัยมักจะใช้แก่นขี้เหล็กเป็นส่วนผสมเพราะมันมีสรรพคุณ ช่วยขับโลหิต แก้กามโรค หนองใน แก้นอนไม่หลับ แก้กษัย ดังนั้นแก่นขี้เหล็กจึงมักถูกใส่ผสมร่วมกับยาอื่นๆที่ใช้แก้กษัย เพราะการรักษาโรคกษัย จำเป็นต้องขับของเสียที่ทำให้เกิดกษัยออกไปด้วย ตัวแก่นขี้เหล็กนี้ก็จะไปช่วยขับกษัย ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันว่าได้ค้นพบอะไรที่มันสอดคล้องกับสรรพคุณในแพทย์แผนไทยบ้าง? มีฤทธิ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ เสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ!! คือปกติต้องเข้าใจหน้าที่ของตับก่อน ตับคนเราจะมีหน้าที่ในการรับเลือดที่ดูดซึมสารอาหารทางๆจากระบบทางเดินอาหารผ่านลำไส้มากรองที่ตับก่อนจะส่งไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งจะสำคัญมากๆเพราะจะทำหน้าที่ปรับไม่ให้น้ำตาลและไขมันในเลือดมากเกินไป รวมถึงกำจัดสารพิษต่างๆให้เบาลง ซึ่งการกำจัดพิษนี้เซลล์ตับจะใช้เอนไซน์ซึ่งมีอยู่หลายๆตัว เอนไซน์คือเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้เร่งปฎิกิริยา ให้สารที่ตับรับมาเกิดปฎิกิริยา ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้สารพวกนั้นละลายน้ำได้ดีขึ้นและเป็นพิษลดลง เพื่อให้ขับออกทางไตได้ดีนั้นเอง เมื่อขับออกไปได้ไวก็จะก่อพิษกับร่างกายได้น้อย เอนไซน์ที่ว่านี้ก็มีหลายตัวเช่น กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) , ยูดีพี กลูโคโรนิลทรานเฟอเรส (UDP-glucuronyltransferase) ในหนูทดลองที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบใบขี้เหล็ก 5% นาน 2 สัปดาห์ พบว่ามันช่วยเพิ่มปริมาณเอนไซน์กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) ขึ้น 250% และเพิ่ม เอนไซน์ยูดีพี…