เปิดคัมภีร์แพทย์แผนไทย ต้านต่อมลูกหมากอักเสบ

บทความนี้เป็นเนื้อหาต่อจาก โรคต่อมลูกหมากอักเสบในแพทย์แผนไทย เพื่อนๆคนไหนยังไม่ได้อ่านลองไปติดตามอ่านกันก่อนนะครับ กดที่นี้ ตอนนี้เราลองมาดูตำรับยาที่แก้อาการแต่ละชนิดโดยผมจะยกตัวอย่างมาบางตำรับนะครับ

1.ยาแก้ทุราวสา ปัสสาวะสีขาวดังน้ำข้าวเช็ด ตำรับยาประกอบด้วย[1]

ให้เอา การบูร ๑ เทียนดำ ๑ ผลเอ็น ๑ ลำพัน ๑ แห้วหมู ๑ ขิงแห้ง ๑ เสมอภาค ทำผงละลายน้ำผึ้งรวงกิน ลองมาดูสรรพคุณของแต่ละตัวกันนะครับ

การบูร ใช้ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด ใช้ระงับเชื้ออย่างอ่อน

เทียนดำ ขับปัสสาวะ ขับระดู บีบมดลูก ขับเสมหะลงสู่คูถทวาร

ผลเอ็น กระจายเลือดและเสมหะ ขับลม ลดการหดเกร็งของลำไส้

ลำพัน ขับโลหิตระดูสตรี ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด

แห้วหมู ขับเหงื่อ ขับระดู ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ลดการอักเสบ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ

ขิงแห้ง แก้ลมพานไส้ แก้แน่นทรวงอก แก้ลมเสียดแทง

จะเห็นว่าตัวยาในตำรับจะเน้นไปที่การขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ กระจายเลือด และลดลมเสียดแทงในลำไส้ เพื่อลดแรงดันในช่องท้องลงและกระตุ้นการขับปัสสาวะ ลดการอักเสบ ซึ่งช่วยให้มีการขับเชื้อที่ตกค้างในทางเดินปัสสาวะ แต่ยานี้มีการบูรผสม การทานมากไปอาจจะเป็นพิษต่อตับได้ ให้ระวังเรื่องนี้

2.ยาแก้มุตกิต ตำรับยาประกอบด้วย

หัวแห้วหมูใหญ่ ๑ เทียนดำใหญ่ ๑ ผลมะตูม ๑ ลำพัน ๑ ว่านเปราะ ๑ รากอังกาบ ๑ โกฐพุงปลา ๑ ว่านนางคำ ๑ ว่านสากเหล็ก ๑ ยางงิ้ว ๑ การบูร ๑ ผลเอ็น ๑ สารส้ม ๑ ดีปลี ๑ เอาเสมอภาค ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง กินแก้มุตกิต ทีนี้มาดูสรรพคุณสมุนไพรแต่ละตัวกันต่อครับ

แห้วหมู ขับเหงื่อ ขับระดู ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ลดการอักเสบ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ

เทียนดำ ขับปัสสาวะ ขับระดู บีบมดลูก ขับเสมหะลงสู่คูถทวาร

ผลมะตูม แก้บิด บำรุงไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร

ลำพัน ขับโลหิตระดูสตรี ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด

ว่านเปราะ แก้โลหิตเจือด้วยลมพิษ แก้เสมหะ แก้หวัดคัดจมูก เจริญไฟธาตุ ขับลมในลำไส้

รากอังกาบ ฟอกโลหิตระดู ขับระดูที่เป็นก้อน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว ขับปัสสาวะ

โกฐพุงปลา สมานแผล แก้ฝีภายใน แก้เม็ดยอกภายใน แก้บิดมูกเลือด แก้อุจจาระผิดปกติ คุมธาตุ

ว่านนางคำ แก้โรคหนองในเรื้อรัง แก้ผดผื่นคัน แก้ฟกบวม แก้แผลในกระเพาะอาหาร

ว่านสากเหล็ก ช่วยฟอกโลหิต กระจายโลหิต ขับปัสสาวะ แก้ปวดประจำเดือน แก้มดลูกลอย ทำให้มดลูกเข้าอู่(หดกลับเข้าที่)

ยางงิ้ว ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย ห้ามเลือด แก้เลือดระดูออกมากไป ฝาดสมาน แก้บิด

การบูร ใช้ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด ใช้ระงับเชื้ออย่างอ่อน

ผลเอ็น กระจายเลือดและเสมหะ ขับลม ลดการหดเกร็งของลำไส้

สารส้ม แก้หนองใน หนองเรื้อรัง สมานแผลภายในและภายนอก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว

ดีปลี แก้ริดสีดวง แก้เส้นปัตคาตเส้นอัมพฤกษ์ (แนวกล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย หัวเหน่า ขา) บำรุงไฟธาตุ แก้หืด ขับเสมหะ

จากส่วนประกอบทั้งหมดจะเห็นว่า

  • มีตัวยาที่มุ่งเน้นให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณอุ้งเชิงกรานมากขึ้น เช่น ดีปลี
  • มียาที่ขับลมกระจายลมในลำไส้เพื่อลดแรงดันในช่องท้องให้ไม่มีลมจุกขวางเช่น ผลเอ็น ผลมะตูม แห้วหมู หัวเปราะ
  • มียาทางขับปัสสาวะ ขับหนองและน้ำเหลืองเสีย กระจายเลือดที่ช้ำ เช่น รากอังกาบ สารส้ม ว่านสากเหล็ก

เมื่อรวมกันยาจะทำให้ปรับให้การหมุนเวียนของเลือด น้ำเหลืองคล่อง และลงสู่อุ้งเชิงกรานได้ ฟอกเลือดเสีย สลายเลือดคั่งออก

  • สุดท้ายมียาที่ใช้สมานภายในร่วมด้วยเช่น โกฐพุงปลา ผลมะตูม สารส้ม ยางงิ้ว ค่อยๆรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้กลับคืนสู่ปกติในที่สุด

3.ยาแก้อุปทม เนื่องจากโรคนี้เป็นได้จาก การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ในคัมภีร์จะระบุยาที่ใช้รักษา 2 ขั้นตอนคือ 1.ยาชำระน้ำเหลืองร้าย ซึ่งมียาถ่ายน้ำเหลืองอยู่มากเป็นยาตำรับใหญ่จะขอข้ามไป 2.ยาขับบุพโพใน ใช้สมานลำไส้และองคชาต ส่วนยาอีกตำรับจะใช้แก้โรคสำหรับบุรุษ ที่เกิดจากกษัยกล่อน

ในที่นี้ผมจะเสนอตำรับยาขับบุพโพใน ประกอบด้วย

แก่นมูลเหล็ก ๑ แก่นประดู่ ๑ อ้อยช้าง ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นสน ๑ แก่นมะหาด ๑ เปลือกโลด ๑ ยาทั้งนี้ สมานในลำไส้ตลอดจนองคชาต เราลองมาดูสรรพคุณยาแต่ละตัวในตำรับกัน

แก่นมูลเหล็ก หรือที่เราเรียกว่า แก่นขี้เหล็ก นั้นเอง มีสรรพคุณ ช่วยขับโลหิต แก้กามโรค หนองใน แก้นอนไม่หลับ

แก่นประดู่ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้คุดทะราด แก้ผื่นคัน

อ้อยช้าง รักษาธาตุพิการ แก้อ่อนเพลีย

แก่นแสมสาร ถ่ายกษัย ขับโลหิตประจำเดือน แก้ปัสสาวะพิการ มีสีต่างๆ ถ่ายเสมหะ เป็นยาระบาย แก้ปวดเมื่อนเส้นตึง ช่วยให้เส้นเอ็นหย่อน

แก่นสน เป็นยาบำรุงไขข้อและกระดูก แก้อ่อนเพลีย ระงับประสาท แก้ฟุ้งซ่าน กระจายลม

แก่นมะหาด แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฝีในท้อง แก้จุกผามม้ามย้อย แก้หอบหืดและเสมหะ แก้กษัย กระจายเลือด แก้เบื่ออาหาร

เปลือกโลด ขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ปวดท้อง

จากส่วนประกอบในตำรับยา ยานี้จะทำให้ประสาทผ่อนคลาย กระจายเลือด ขับเสมหะและฝีต่างๆออกมา ใครกินก็อาจจะง่วงนอนได้ให้ระวังส่วนนี้ไว้สำหรับคนที่ทำงานขับรถ กับงานใช้เครื่องจักรนะครับ

ถ้าใครสนใจที่จะใช้ตำรับยาแผนไทยรักษา สามารถไปปรึกษาแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลหรือตามคลินิก จะรักษาได้ตรงจุดกว่าหายามาทานเองนะครับ

อ้างอิง

[1] มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ และโรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับอนุรักษ์) เล่ม 1 ฉบับชำระ พ.ศ. 2550. กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ์; 2550.

Similar Posts

  • รู้ไหม? ทำไมผู้ชายวัยทองถึงนอนไม่หลับ

    เรื่องนี้เป็นปัญหาที่รบกวนของใครหลายๆคน พออายุเยอะแล้วอยากจะนอนแต่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทแล้วก็ตื่นเช้ามาด้วยอาการเพลียเพราะนอนหลีบไม่ดี อาการแบบนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่เรามาดูกันครับ อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าปัญหาของผู้ชายวัยทอง เวลาเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ขึ้นไป ฮอร์โมนเพศเริ่มค่อยๆลดลง ส่งผลให้ร่างกายกระทบหลายๆอย่าง ทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย มวลกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย เริ่มหลงๆลืมๆง่าย แล้วยังมีผลต่อการนอนหลับอีกด้วย การที่คนเราจะง่วงหรือไม่ง่วง ความง่วงจะเกิดจากฮอร์โมนในสมองที่ค่อยความคุมนาฬิกาชีวิต หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ นาฬิกาชีวิตคือวงจรที่ควบคุมสมดุลในร่างกาย ให้เรามีเวลากิน ความหิว เวลานอน ให้เป็นเวลาที่เหมาะสม ทำให้กลางคืนง่วงนอน กลางวันตื่นตัว ให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ครับ ฮอร์โมนที่ทำให้เราง่วงคือ ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เรียกว่าเป็น ฮอร์โมนการนอน ก็ได้ฮอร์โมนตัวนี้ร่างกายจะสร้างขึ้นจาก กรดอะมิโนทริปโตแฟน (tryptophan) วิตามินบี 6 วิตตามินบี 3 และแมกนีเซียม สร้างขึ้นมา (ใครอยากรู้ว่าจะกินอาหารอะไรดีเพื่อเสริมสารอาหาร 4 ตัวนี้คลิกที่นี้เลย) ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน ทีนี้เจ้าฮอร์โมนเมลาโทนินร่างกายจะสร้างขึ้นเมื่อเจอกับความมืดครับ ก็คือเวลากลางคืนจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ตามธรรมชาติ ร่างกายจะเริ่มสร้างตั้งแต่ช่วงเย็นๆ และเพิ่มมากขึ้นเยอะสุดช่วงกลางคืน ไปลดลงอีกทีตอนเช้าๆ แต่จะถูกยับยั้งเมื่อเจอแสงสว่าง คงได้คำตอบนะครับว่าทำไมการจ้องโทรศัพท์มือถือนานๆก่อนนอนถึงทำให้นอนไม่หลับ ก็เพราะมันมีแสงจากหน้าจอไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนตัวนี้นั้นเอง จึงแนะนำว่าใครนอนไม่หลับให้พยายามนอนในห้องมืดสนิทจะทำให้การนอนหลับ…

  • มีอะไรบ้างที่ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

    ได้มีการเก็บข้อมูลการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เพื่อนๆพี่อยากทราบไม่ครับว่ามีใครที่เสี่ยงบ้าง มาดูกันเลยครับ 1.เผ่าพันธุ์ พบว่าคนผิวสีอเมริกัน หรือคนผิวดำในอเมริกาจะเป็นมากที่สุด รองลงมาจะเป็นฝรั่งผิวขาว สุดท้ายคนผิวเหลืองฝั่งเอเชียมีโอกาสเป็นน้อยสุด เช่น คนจีน ญี่ปุ่น ไทย โดยคนเอเชียจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 5 คน ใน 100000 คน เมื่อเทียบกับฝรั่งที่เป็น 120 คน ใน 100000 คน[1] ถือว่าเป็นน้อยกว่าอย่างชัดเจน นี้ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งนะครับที่พวกเราเกิดเป็นคนเอเชีย 2.กรรมพันธุ์ ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นอีก 2-4 เท่า ถึงว่ามีผลมากอยู่นะครับ โดยยังแจกแจงแบบความเสี่ยงได้ออกเป็น ในกรณีที่พ่อเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ลูกชายก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2.17 เท่า ถ้ามีพี่น้องที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 1 คน เราก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 3.37 เท่า และถ้าญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า 1 คน เราจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 5.08 เท่า จะเห็นได้ชัดจากความเสี่ยงที่แสดงว่ามีการส่งต่อทางพันธุกรรมจริง รู้แบบนี้แล้วต้องลองโทรไปถามญาติๆผู้ชายของเราว่ามีใครเป็นบ้างแล้วละครับ เกิดถ้าเจอขึ้นมาคงต้องมีการปรับอาหารกันบ้างละครับ ใครสนใจเมนูอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกดติดตามได้ ที่นี้ เลยครับ 3.อายุ…

  • แก่แล้วขี้ลืมเหรอ? งั้นเรามาปรับพฤติกรรมสู้วัยทองกันเถอะ

    ในคนอายุเยอะๆความจำจะไม่ค่อยดี ก็จะเป็นจากสมองซึ่งมาได้หลายสาเหตุ เช่น มีโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัลไซเมอร์ ทำให้สมองเสียหาย ความจำเลยไม่ดี ในกรณีนั้นก็ต้องรักษาฟื้นฟูให้ตรงจุด แต่ในกรณีที่ไม่ได้เป็นโรคสมองอะไร พอเริ่มอายุเยอะความจำลดลงตามวัยเพราะฮอร์โมนเพศชายน้อยลง พอนานๆเข้าสาร BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) ที่ช่วยปกป้องและทำให้เซลล์ประสาทเติบโตก็ลดลงไปด้วย (สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าสารนี้ทำหน้าที่อะไร คลิกเลย) สมองเลยเสื่อมลงไวขึ้น เห็นทีจะไม่ได้การต้องรีบฟื้นฟู เรามาดูกันครับว่าเราจะเพิ่มสาร BDNF ในสมองได้ไง โดยปกติฮอร์โมนเพศชายจะไปกระตุ้นให้เซลล์สมองผลิตสารนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันเซลล์สมองและทำให้สมองส่วนการคิด ความจำ พัฒนาขึ้น แต่ก็มีอย่างอื่นด้วยที่ช่วยกระตุ้นให้มองสร้างสาร BDNF นอกจากฮอร์โมนเพศ ตามนี้เลยครับ ช่วงเวลาที่ BDNF จะหลั่งออกมาได้มากที่สุด คือ นอกจากมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้สาร BDNF หลั่งออกมาได้แย่ลงได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเข้านอนให้เร็ว นอนซัก 3 ทุ่มเพื่อให้เริ่มหลับสนิทตอน 5 ทุ่ม ให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาพร้อมกับสาร BDNF ซ่อมแซมสมอง การลดความเครียดเพื่อให้สาร BDNF อยู่นานๆ จะช่วยบำรุงสมองให้เสื่อมช้าลงได้ ฉะนั้นอย่าลืมไปทำกันนะครับ

  • คุณรู้หรือไม่ว่าผู้ชายก็เป็นวัยทองได้?

    ส่วนใหญ่ถ้าเราได้ยินคำว่าวัยทอง เรามักจะนึกถึงภาพผู้หญิงที่จะหมดประจำเดือน มีอารมณ์แปรปรวนต่างๆ อาการวัยทองนั้นสัมพันธ์กับการลดลงของฮอร์โมนเพศ ทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ กลางคืนนอนไม่หลับ กระดูกบางลง ประจำเดือนหมดไป เป็นต้น ในผู้ชายตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มลดลงทำให้เกิดอาการวัยทองได้เช่นกัน  ในอาการจะไม่เด่นชัดเท่ากับผู้หญิงเนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศในผู้ชายจะค่อยๆลดลง แต่จะไม่ลดลงถึงศูนย์เหมือนกับผู้หญิง อาการจึงไม่รุนแรง  อีกอย่างหนึ่งคือผู้ชายในวัย 40 มักเป็นวัยที่มีภาระงานเยอะที่ต้องรับผิดชอบ และมีเรื่องเครียด กังวลมาก ความเครียดมีผลทำให้ฮอร์โมนเพศลดลงได้เช่นกัน ก่อนที่เราจะเข้าใจอาการวัยทองผู้ชาย ควรจะเข้าใจก่อนว่าฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายทำหน้าที่อะไร? ฮอร์โมนเพศชายทำให้เกิดการแสดงออกลักษณะความเป็นเพศชาย เช่น กล้ามเนื้อมากขึ้นและคงตัว เสียงแตกห้าว มีอารมณ์ทางเพศ กระตุ้นการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย มีผลต่อความจำและอารมณ์ก้าวร้าว ควบคุมการคิดอย่างมีเหตุผล และการตัดสินใจที่เด็ดขาดซึ่งมีผลต่อความเป็นผู้นำ ดังนั้นเมื่อฮอร์โมนเพศชายลดลง จึงทำให้เกิดอาการ กล้ามเนื้อลดลง ความแข็งแรงของกระดูกลดลง การเผาผลาญไขมันลดลง อ้วนลงพุง ความต้องการทางเพศลดลง การแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลง  ในด้านจิตใจมีผลให้ ความสนุกสนานลดลง รู้สึกเศร้าและไม่พอใจมากขึ้น (ซึ่งเป็นปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เป็นผู้ชายขี้หงุดหงิด น้อยใจ) ความอดทนลดลง ความจำลดลงและบุคลิกแปลกได้ ดังนั้นคุณผู้หญิงท่านใดที่เห็นสามีเปลี่ยนไปบ้างในวัยนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะผู้ชายก็สามารถเป็นวัยทองได้เหมือนกัน 

  • รู้ไหม? สมุนไพรดีปลี ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก!!

    จากบทความที่ผ่านๆ จะเห็นว่าในตำรับยาไทยที่ช่วยเรื่องต่อมลูกหมากโต(คลิกอ่านที่นี้) กับต่อมลูกหมากอักเสบ(คลิกอ่านที่นี้) จะเห็นว่าในสูตรจะมี ดีปลี อยู่ในสูตรยา วันนี้เราจะมาดูกันว่าดีปลีมีฤทธิ์ช่วยอะไรบ้างกันนะครับ ในสมัยก่อนหลายๆขนชาติจะมีการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไม่ว่าจะเป็นฝั่งยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง เกิดเป็นการแพทย์แผนโบราณกับการแพทย์พื้นบ้านตามถิ่นนั้น แต่ที่มีความเจริญมากๆในสมัยก่อนก็จะเป็นที่จีน(การแพทย์แผนจีน) กับอินเดีย(การแพทย์อายุรเวท) ในเมืองไทยก็จะได้รับวิชามาจากทั้งทางจีนและอินเดีย ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีการค้าขายกับต่างชาติ ทุกวันนี้ก็ยังมีรองรอยเหลืออยู่ จะสังเกตว่าถ้าเราไปเยาวราช ก็จะมีร้านขายยาจีน มีแพทย์แผนจีน หรือสมัยนี้คนจบแพทย์แผนไทยเยอะ มาเปิดคลินิกจนเห็นได้ง่ายขึ้น หรือคนเก่าๆแก่ๆสมัยก่อนจะมีการใช้สมุนไพรอยู่บ้าง ที่นี้พอสมัยใหม่ก็มีการเอาวิทยาศาสตร์มาศึกษา พิสูจน์ ว่าสมุนไพรมันมีดีอะไร ฤทธิ์อะไร ทำให้เข้าใจสมุนไพรมากขึ้นมีหลักฐานมากขึ้น และทุกวันนี้ก็ยังมีการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราเห็นได้มากขึ้นว่ามีฤทธิ์ที่ใช้ตรงกับสมัยโบราณไหมที่แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีนใช้ไหม? ในแพทย์แผนไทย ดีปลี จะช่วยเรื่อง แก้ริดสีดวง แก้เส้นปัตคาตเส้นอัมพฤกษ์ (แนวกล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย หัวเหน่า ขา) บำรุงไฟธาตุ แก้หืด ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม จากสรรพคุณที่แพทย์แผนไทยใช้จะเห็นว่า ดีปลี ออกฤทธิ์กับระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ยังแก้ริดสีดวงนั้นก็คือช่วยเรื่องหลอดเลือด และไส้ตรง พอเราเห็นแนวโน้มว่ามันช่วยเรื่องอะไรหรือออกฤทธิ์จุดไหน นักวิทยาศาสตร์ก็จะสนใจเอามาศึกษาว่ามีฤทธิ์จริงไหม…

  • ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหายเองได้ไหม รักษาอย่างไร?

    หลายๆคนที่มีอาการต่อมลูกหมากอักเสบเช่น ปวดฝีเย็บ เจ็บฝีเย็บตอนนั้งเก้าอี้ ไม่สบายท้องน้อยหน่วงๆเสียวๆ มีอาการเจ็บตอนหลั่งหรือหลังหลั่ง อสุจิมีเลือดปนหรือมีสีน้ำตาลคล้ำ ปัสสาะขัด เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมาก บางคนก็ไม่กล้าไปหาหมอ แต่อยากรู้ว่าถ้าหากไม่รักษาจะหายเองได้ไหม ? คำตอบจากสถิติคือบางคนที่ดูแลตัวเอง วิ่ง ออกกำลังกาย ปรับความถี่การหลั่งอสุจิ ก็พอบรรเทาให้อาการเบาลงได้จนแค่มีรู้สึกตึงๆหน่วงๆไม่เจ็บ หรือเกือบๆหายแต่ไม่ถึงกับหายขาดซะทีเดียว แต่ควบคุมอาการได้ ส่วนคนที่ไปรักษากับหมอก็ต้องใช้เวลา โรคนี้ถ้าจะรักษาควรให้เวลาขั้นต่ำประมาณ 6 เดือนในการรักษา กินยาต่อเนื่อง มีบางคนกินยาไปประมาณ 1 ปี ดีขึ้นมากๆก็มีครับ บางคน 5 เดือน บางคน 2 ปี ก็มีครับ ถ้าคิดจะรักษาต้องใจเย็นๆนะครับอย่าเปลี่ยนหมอถี่กันเกินไป แล้วการรักษาได้ยาอะไรบ้าง ? นั้นเพราะว่าการอักเสบอาจจะเกิดจากเชื้อแปลกปลอม หรืออาจจะเป็นเชื้อประจำถิ่นเป็นเชื้อที่มีในร่างกายอยู่แล้วแต่ไม่มีอาการและเชื้อบางชนิดเอาไปเพาะเชื้อตรวจก็ไม่ขึ้น หมอเลยวินิจฉัยว่าเป็นต่อมลูกหมากอักเสบแบบไม่พบเชื้อ ซึ่งจริงอาจจะมีเชื้อนั้นแหละ!! แต่เชื้อตัวนั้นมันไม่เติบโตในอาหารเลี้ยงเชื้อ เลยเพาะไม่ขึ้น หมอเลยจะให้ยาปฎิชีวนะไว้ก่อน และต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่ยาเข้าถึงได้ยาก ต้องได้รับยานาน อาจจะ 1-3 เดือน จะได้ยาอะไรก็ขึ้นกับเชื้อที่ตรวจพบ มาดูยาแต่ละกลุ่มกันครับ 1.ยากลุ่มควิโนโลน (Quinolone) เช่น ซิโพรฟลอกซาลิน…