หัวล้านในผู้ชายเป็นเรื่องปกติหรือป่าว หรือผิดปกติ ?

หลายๆคนสมัยยังหนุ่มยังแน่นผมยังดกดำ พอโตๆขึ้นเริ่มมีพัฒนาการ หน้าผากกว้างขึ้น หัวเถิก และถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าผู้หญิงไม่ค่อยเป็นกันนะครับ สรุปแล้วอาหารหัวเถิกหรือหัวล้านเป็นเรื่องปกติไหมที่ผู้ชายจะเป็นหรือเป็นเพราะเราดูแลสุขภาพไม่ดีเอง วันนี้เราจะมาดูเรื่องนี้กันครับ

อาการหัวล้านในผู้ชายมาจากพันธุกรรมที่ได้รับมาและการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งใครจะออกอาการเร็วหรือช้าก็จะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยฮอร์โมนเพศชายจะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ซึ่ง DHT จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นผม ทำให้รากเส้นผมฝ่อลง แคบลง จนเส้นผมบางลงและหลุดร่วงในที่สุด

DHT ทำให้ผมร่วง

เราว่าดูกันครับว่าหัวล้านจะเริ่มล้านจากส่วนไหนของหนังศีรษะ โดยจะมีจุดที่เริ่ม 3 แบบและมีแบบผสม 1 แบบคือ

  1. เริ่มล้านจากตรงกลางหน้าผากเป็นวงโค้งแล้วถอยกินไปจนหัวล้าน (Type A)
  2. เริ่มล้านจากตรงหน้าผากแต่เป็นด้านข้างหน้าผากทำให้เถิกเป็นรูปตัว M แล้วค่อยๆลากไปข้างหลังจนหัวล้าน (Type M)
  3. เริ่มล้านจากกลางกระหม่อม บางลงเป็นวงไปเรื่อยๆจนลามไปข้างหน้าจนหัวล้าน (Type O)
  4. เริ่มผสมกันระหว่างจากหน้าผากแบบรูปตัว M พร้อมๆกับกลางกระหม่อมจนหัวล้าน (Type O+M)

ที่ผมร่วงแล้วหัวล้านจะเป็นที่เส้นผมด้านหน้ากับตรงกลางกระหม่อมแต่ด้านข้างกับท้ายทอยไม่ร่วงก็เพราะเส้นผมช่วงด้านหน้ากับตรงกลางมีตัวรับฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) แต่เส้นผมด้านหลังกับด้านข้างไม่มีนั้นเอง ทำให้ฮอร์โมน DHT ไม่มีผลกับเส้นผมส่วนนี้!!

เวลาที่แพทย์จะทำการปลูกผมจึงดึงเอาส่วนผมด้านหลังมาปลูกด้านหน้ากับกลางกระหม่อมทำให้เส้นผมที่ปลูกถ่ายใหม่ไม่มีตัวรับฮอร์โมน เส้นผมที่ปลูกถ่ายก็จะอยู่ถาวรกว่านั้นเอง

ยังมีอย่างอื่นอีกที่ทำให้ผมร่วงได้แก่

  1. ความเครียด อาจทำให้ผมร่วงได้ชั่วคราว พอความเครียดลดลงผมก็จะกลับมางอกใหม่
  2. โรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเรื้อรังบางชนิด อาจทำให้ผมร่วงได้
  3. การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคจิตเวช อาจทำให้ผมร่วงได้
  4. การบาดเจ็บที่หนังศีรษะ การบาดเจ็บที่หนังศีรษะอาจทำให้ผมร่วงได้ชั่วคราว
  5. การขาดสารอาหาร  เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี โปรตีน เพราะสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในการสร้างเส้นผม เมื่อขาดสารเหล่านี้ไปอาจทำให้ผมร่วงได้
  6. การใช้สารเคมีกับเส้นผม การใช้สารเคมีกับเส้นผม เช่น การย้อมผม การดัดผม การยืดผม อาจทำให้ผมร่วงได้
  7. การถอนผม การถอนผมบ่อยๆ อาจทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมๆ

ฉะนั้นเป็นเรื่องปกตินะครับที่ผู้ชายจะหัวล้านเมื่ออายุมากขึ้น แต่จะหัวล้านแบบไหนดูแนวโน้มพันธุกรรมที่ได้จากญาติๆผู้ชายที่เป็นสายตรงได้ครับ บางคนยังไม่ถึงอายุ 30+ แค่ 20+ ก็เริ่มมีอาการแล้วก็มีครับ ใครที่สองกระจกดูแล้วเริ่มมีปัญหา จะทำไงดีลองไปดูวิธีรักษากันได้ คลิกเลย

Similar Posts

  • เตือน!! โรคกษัยในผู้ชาย อายุมากแล้วมักเป็นกันทุกคน

    ถ้าเราคุยกับคนแก่ๆ ในชนบทซักหน่อย ในสมัยก่อนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “กษัย” สมัยนี้ใครเป็นโปรนวด ชอบไปนวดตามที่ต่างๆก็จะเคยได้ยินคำว่า “นวดกษัย” คำว่านวดกษัยในวงการนวดจะรู้กันว่ามันคือ นวดแก้สรรถภาพทางเพศเสื่อมนั้นเอง เป็นการนวดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หลั่งเร็วจากกล้ามเนื้อแถวอุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรงบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้วคำว่า “กษัย” มีความหมายกว้างกว่านั้นครับ กษัย ในทางแพทย์แผนไทยจะหมายถึงโรคที่เกิดจาก “ความเสื่อม” ของร่างกายเป็นได้จากการเจ็บป่วยในโรคทางเดินอาหารเรื้อรังมาก่อน แล้วมีการอักเสบไม่หายขาดตอนหลังอวัยวะในร่างกายที่อักเสบก็เสื่อมสภาพลง กลายเป็นโรคกษัยนั้นเอง หรือการกระแทกช้ำในบางจุดจนเลือดคั่งเกาะเป็นก้อน นานวันเข้าอวัยวะที่เกาะก็พลอยเสื่อมลงด้วย ก็พัฒนากลายเป็นกษัยบางชนิดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในคนอายุมากๆแก่แล้วร่างกายเสื่อมสภาพก็มีแนวโน้มที่จะเป็นกษัยได้ ในคัมภีร์กษัย มีกษัยชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับต่อมลูกหมากเลยคือ ทำให้ฉี่ขัด ฉี่บ่อยๆ มีไหลหยดย้อย(ฉี่กระปริดกะปรอย) ปวดเมื่อยบั้นเอว นั้นคือ กล่อนแห้งบังเกิดเพื่อเส้นมุตฆาต กล่อนแห้งบังเกิดเพื่อเส้นมุตฆาต แปลไทยเป็นไทยได้ว่า กล่อนแห้งที่เกิดเพราะเส้นมุตฆาตนั้นเอง เส้นมุตฆาต เป็นเส้นสมมุติในทางแพทย์แผนไทยอยู่ต่ำจากสะดือ 2 นิ้ว ลึกลงไป 2 นิ้ว ซึ่งใกล้เคียงกับตำแหน่งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มีอาการทำให้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อย หยดย้อย(ปัสสาวะเล็ด) ปวดถ่วง เมื่อยบั้นเอว ต้นขา ซึ่งใกล้เคียงกับอาการของต่อมลูกหมากโตและเป็นโรคความเสื่อมที่มักพบในคนอายุเยอะเลยตรงเงื่อนไขของคนที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตเลยนะครับ ในตำรามีบอกสูตรยาสมุนไพรแก้อาการไว้ ไปดูต่อคลิก ที่นี้…

  • ท่าออกกำลังกายสำหรับเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย

    เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่า มีท่าออกกำลังกายที่เพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ดีคือ ท่าสควอท ใครเข้าออกฟิสเนสบ่อยน่าจะเคยได้ยินชื่อ ท่านี้สามารถได้ออกกำลังโดนกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อ ขา สะโพก เอว น่อง แก่นกลางลำตัวแข็งแรง ซึ่งดีมากทำให้เราเดินได้มั่นคง สำคัญมากๆเพราะคนอายุเยอะจะมีอุบัติเหตุล้มหัวฝาดพื้น ตามที่เคยได้ยินข่าว จนกลายเป็นหลอดเลือดเลือดเดินไม่ได้ เพราะการทรงตัวการยืนของเราไม่ดีจากกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงนี้ละครับ!! ต่อไปมาดูวิธีการทำท่าสควอทนะครับ!! ท่าสควอท มีวิธีทำท่าสควอทตามนี้ 1.แยกขาให้เท่าระยะหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า กุมมือทั้งสองไว้ที่ระดับอก 2.ย่อเข่าลงให้ได้ 90 องศา ย่อโดยที่ไม่ให้หัวเข่าล้ำเกินปลายเท้า 3.ขณะย่อให้เกร็งท้อง ทำท่านั้งลงเหมือนจะนั้งเก้าอี้ เอียงตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ให้น้ำหนักลงที่ส้นเท้าทั้งสอง 4.จากนั้นดันตัวกลับที่เดิมนับเป็น 1 ครั้ง โดยให้ทำ 4 เซต เซตละ 10 ครั้ง หากทำคล่องตัวแล้วมีกำลังมากพอแล้วสามารถเพิ่มน้ำหนักโดยการถือดัมเบลได้ ถ้าออกกำลังกายต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าร่างกายชินแล้วควรเพิ่มระดับความหนักหรือไม่ ? หากร่างกายชินแล้วอาจจะทำให้ร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่หลั่งฮอร์โมนเพศชายเพิ่มได้ ดังนั้นควรเพิ่มระดับความหนักเพิ่มขึ้น เราจะรู้ได้ไงว่าเราหักโหมออกกำลังกายหนักไป ? ถ้าออกกำลังกายมากเกินไปจนร่างกายเครียดและนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะการนอนไม่หลับ จะทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้ ดูจากอาการแสดงคือ อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง อารมณ์ทางเพศลดลง…

  • หาเพื่อนแก้เหงาในวัยทอง ลดโอกาสสมองเสื่อมได้นะ

    ในช่วงวัยทองของผู้ชาย มีฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายๆคน อาจะรู้สึกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนโดยไม่มีสาเหตุ ไหนจะอาการขี้หลงขี้ลืมอีก บางคนอาจจะรู้สึกความจำเริ่มไม่ค่อยดีนิดๆตั้งแต่ช่วง 30 หรือ 35 มาแล้วก็ได้ บางคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าเรื่องของความจำและอารมณ์มันส่งผลซึ่งกันและกันได้ หลายๆคนคงไม่รู้ว่าเพียงความเหงานั้นสามารถทำร้ายสมองได้ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ความเหงาจะส่งผลต่อสมองทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำหดตัวเล็กลง ซึ่งความเหงาที่ว่ามานี้ก็รวมทั้งความเหงาที่รู้สึกเหงาแม้อยู่ท่ามกลางผู้คน และความเหงาที่รู้สึกเหงาเพราะไม่ได้เจอผู้คนเลยเช่นกัน ร่างกายจะเกิดความเครียดต่อเนื่องเรื้อรัง มีการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนเครียดมากระตุ้นร่างกายตลอดเวลา ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เกิดความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเพราะความเครียดกระตุ้นร่างกายเป็นเวลานาน มันคงเหมือนความรู้สึกเครียดที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวก็เป็นได้ครับ ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองก็ไม่ดีต่อสมองทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมง่ายขึ้นไปอีก !! ยิ่งถ้าใครรู้สึกเหงานานติดต่อกันเกิน 6 เดือนขึ้นไป มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคทางจิตเวช มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด คิดว่ามีคนจะมาทำร้ายตัวเองก็มี ส่วนคนที่มีความเหงาต่อเนื่องสะสมนาน 3-4 ปีขึ้นไปจะทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเรารู้สึกเหงา ลองเปิดใจคุยกับภรรยาหรือถ้าใครที่โสดก็หาเพื่อนคุย ใครซักคนที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาเราได้ หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ดีนะครับ

  • มีอะไรบ้างที่ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

    ได้มีการเก็บข้อมูลการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เพื่อนๆพี่อยากทราบไม่ครับว่ามีใครที่เสี่ยงบ้าง มาดูกันเลยครับ 1.เผ่าพันธุ์ พบว่าคนผิวสีอเมริกัน หรือคนผิวดำในอเมริกาจะเป็นมากที่สุด รองลงมาจะเป็นฝรั่งผิวขาว สุดท้ายคนผิวเหลืองฝั่งเอเชียมีโอกาสเป็นน้อยสุด เช่น คนจีน ญี่ปุ่น ไทย โดยคนเอเชียจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 5 คน ใน 100000 คน เมื่อเทียบกับฝรั่งที่เป็น 120 คน ใน 100000 คน[1] ถือว่าเป็นน้อยกว่าอย่างชัดเจน นี้ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งนะครับที่พวกเราเกิดเป็นคนเอเชีย 2.กรรมพันธุ์ ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นอีก 2-4 เท่า ถึงว่ามีผลมากอยู่นะครับ โดยยังแจกแจงแบบความเสี่ยงได้ออกเป็น ในกรณีที่พ่อเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ลูกชายก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2.17 เท่า ถ้ามีพี่น้องที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 1 คน เราก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 3.37 เท่า และถ้าญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า 1 คน เราจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 5.08 เท่า จะเห็นได้ชัดจากความเสี่ยงที่แสดงว่ามีการส่งต่อทางพันธุกรรมจริง รู้แบบนี้แล้วต้องลองโทรไปถามญาติๆผู้ชายของเราว่ามีใครเป็นบ้างแล้วละครับ เกิดถ้าเจอขึ้นมาคงต้องมีการปรับอาหารกันบ้างละครับ ใครสนใจเมนูอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกดติดตามได้ ที่นี้ เลยครับ 3.อายุ…

  • รู้ไหม!! ต่อมลูกหมากก็มีนิ่วได้นะ

    หลายๆคนคงไม่เคยได้ยินโรคนี้คือ โรคนิ่วในต่อมลูกหมาก!! ใช่ครับ ได้ยินไม่ผิด พอได้ยินอย่างนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันจะมีผลอะไร อาการเป็นไงบ้างเรามาดูกันครับ โรคนิ่วในต่อมลูกหมากมักจะพบในคนวัยกลางคนหรือวัยแก่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจน บางคนมาตรวจเจอเพราะไปตรวจต่อมลูกหมากโต พอตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวล์ทางทวารหนัก ถึงแสกนเจอก้อนนิ่วโดยบังเอิญ เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักจะไม่แสดงอาการ แต่ก็จะมีอาการในบางคนที่เป็นคู่กับโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง จะทำให้มีอาการเจ็บบริเวณอุ้มเชิงกรานเรื้อรัง นิ่วในต่อมลูกหมากมักมาพร้อมกับโรคอะไร ? จากการสำรวจคนที่มีอาการเจ็บบริเวณอุ้มเชิงกรานเรื้อรัง มักจะพบนิ่วในต่อมลูกหมากถึง 46.8 % ส่วนในคนสูงอายุที่เป็นต่อมลูกหมากโต จะเจอนิ่วในต่อมลูกหมากถึง 70 % จะสังเกตว่ามาคู่ๆกันนะครับ กับโรคต่อมลูกหมากโต ส่วนในคนปกติที่ไม่ได้เป็นต่อมลูกหมากโตก็พบนิ่วในต่อมลูกหมากได้แต่เจอน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต[1] นิ่วในต่อมลูกหมากน่าจะเกิดจากอะไร มีสมมุติฐานอะไรรองรับบ้าง ? สาเหตุที่ชัดเจนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่มีคนอธิบายความเป็นไปได้ว่ามาจากที่ในต่อมลูกหมากจะมีท่อสองท่อที่มาต่อกันคือท่อนำอสุจิที่มาเชื่อมต่อกับท่อปัสสาวะ โดยในต่อมลูกหมากจะมีท่อเล็กๆว่า 15-30 ท่อที่ใช้ส่งสารคัดหลั่งที่ผลิตจากต่อมลูกหมากมารวมกันตรงท่อปัสสาวะ แต่ถ้าท่อพวกนี้เกิดการอุดกั้นก็จะเริ่มบวมขึ้น เกิดแคลเซียมไปเกาะ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการโตของต่อมลูกหมาก พอมันโตก็จะเริ่มมีการอักเสบเรื้อรัง จากนั้นก็จะทำให้เกิดนิ่วในต่อมลูกหมากได้ตามท่อพวกนี้ ดังนั้นนิ่วจึงเกิดได้แทบทุกส่วนของต่อมลูกหมากเพราะอยู่ในท่อเล็กๆเหล่านี้นั้นเอง มีอีกกรณีหนึ่งคือ เกิดจากปัสสาวะไหลย้อนเข้าสู่ต่อมลูกหมากก็จะทำให้เกิดนิ่วได้ แต่มักเกิดเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นนิ่วที่เกิดในจากในตัวต่อมลูกหมากเอง นิ่วในต่อมลูกหมากมีผลเสีย ทำให้โรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหายช้า ก้อนนิ่วในต่อมลูกหมากสามารถเป็นที่อยู่ในเชื้อแบคทีเรียได้ เหมือนเป็นฐานทัพที่กำบังให้แบคทีเรียอาศัย ในกรณีที่คนๆนั้นเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังแบบมีเชื้อก็จะทำให้เชื้อยากกับการรักษาให้หายได้ เคยมีการเก็บสถิติ คนที่เป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังแบบมีเชื้อแต่ไม่มีนิ่วตอบสนองกับการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดีขึ้น 63.6 % ส่วนกลุ่มที่มีนิ่วจะเห็นว่าตอบสนองแค่…

  • เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้วควรรักษาหรือปล่อยไปดี ?

    จากที่เรารู้กันในสถิติว่ามะเร็งต่อมลูกหมากมักเจอในคนที่อายุเยอะแล้ว อ่าว…แล้วถ้าอายุมากๆแล้ว 70-80 ปี ควรจะรักษาไหม เพราะบางคนน่าจะตายจากโรคอื่นหรือว่าแบตหมด หมดอายุขัยไปก่อนที่จะมาตายจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ารักษาอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือบางคนอาจจะคิดว่ารักษาไปไว้ก่อนยังไงชื่อว่ามะเร็งก็ดูน่ากลัว มีเงินซะอย่าง จัดการให้เด็ดขาดไปเลยดีกว่า !! ถ้าเราวางความกลัวลงไปก่อนแล้วมาดูเหตุผล ความคุ้มค่าในการรักษาเราจะคิดชั่งน้ำหนักตามผลดี-ผลเสียที่จะได้รับกันดีกว่า ดังนั้นเรามาลองพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลไปพร้อมๆกันนะครับ 1.ดูสภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าแข็งแรงดีไหม มีโอกาสที่อายุจะยืนยาวไปอีกกี่ปี ถ้าหากเป็นคนแข็งแรงคิดว่ายังไงก็มีอายุยืนยาวไปอีก 10-15 ปี ก็ควรรักษาเพราะเราต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีตอนแก่ คงไม่มีใครอยากป่วยออดๆแอดๆเป็นภาระลูกหลาน ครอบครัว ต้องแก่แบบภาคภูมิใจถึงจะดี ถ้าคนแข็งแรงก็ดีไป แต่ถ้าเราดันเป็นคนขี้โรค มีโรคเยอะ เป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต สุขภาพไม่ดีแบบนี้ เป็นต้น ก็ต้องพิจารณาแล้วว่า เราอาจจะตายเพราะโรคประจำตัวมากกว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คงไม่ได้ตายทรมานจากมะเร็งแบบนี้รักษาไปก็คงไม่คุ้มค่ารักษา เอาเงินไปใช้ชีวิตซื้อของกิน ของใช้น่าจะดีกว่า 2.ดูระยะของโรคว่าเจอตอนอยู่ระยะแรก หรือระยะรุกลามแล้ว ดูความรุนแรงของโรคว่าเซลล์มะเร็งที่พบเป็นแบบดุ หรือไม่ดุโตช้า ก็จะดูได้ว่าถ้าโรครุกลามจะอยู่ได้อีกกี่ปี ถ้าหากมันมีโอกาสรุกลามเร็วก็ควรรักษายืดอายุไขไปจะดีกว่า แต่ถ้ามันพึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่ใช่เซลล์ชนิดดุ ก็ยังมีเวลาอีก 5-10 ปี ที่มันจะไม่กำเริบ สามารถรอได้แล้วค่อยรักษาก็ได้ หรือรับยาลดฮอร์โมนเพศชายเพื่อให้มะเร็งฝ่อลงก็สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก เพราะการรักษาโดยการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออกจะทำให้มีผลข้างเคียงทำให้ เสื่อมสมถรรภาพทางเพศ การหลั่งอสุจิไม่ดี…