หาเพื่อนแก้เหงาในวัยทอง ลดโอกาสสมองเสื่อมได้นะ

ในช่วงวัยทองของผู้ชาย มีฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายๆคน อาจะรู้สึกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนโดยไม่มีสาเหตุ ไหนจะอาการขี้หลงขี้ลืมอีก บางคนอาจจะรู้สึกความจำเริ่มไม่ค่อยดีนิดๆตั้งแต่ช่วง 30 หรือ 35 มาแล้วก็ได้ บางคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าเรื่องของความจำและอารมณ์มันส่งผลซึ่งกันและกันได้

หลายๆคนคงไม่รู้ว่าเพียงความเหงานั้นสามารถทำร้ายสมองได้ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ความเหงาจะส่งผลต่อสมองทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำหดตัวเล็กลง ซึ่งความเหงาที่ว่ามานี้ก็รวมทั้งความเหงาที่รู้สึกเหงาแม้อยู่ท่ามกลางผู้คน และความเหงาที่รู้สึกเหงาเพราะไม่ได้เจอผู้คนเลยเช่นกัน

ร่างกายจะเกิดความเครียดต่อเนื่องเรื้อรัง มีการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนเครียดมากระตุ้นร่างกายตลอดเวลา ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง และเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เกิดความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเพราะความเครียดกระตุ้นร่างกายเป็นเวลานาน มันคงเหมือนความรู้สึกเครียดที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวก็เป็นได้ครับ

ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองก็ไม่ดีต่อสมองทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมง่ายขึ้นไปอีก !!

ยิ่งถ้าใครรู้สึกเหงานานติดต่อกันเกิน 6 เดือนขึ้นไป มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคทางจิตเวช มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด คิดว่ามีคนจะมาทำร้ายตัวเองก็มี ส่วนคนที่มีความเหงาต่อเนื่องสะสมนาน 3-4 ปีขึ้นไปจะทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น

ฉะนั้นถ้าเรารู้สึกเหงา ลองเปิดใจคุยกับภรรยาหรือถ้าใครที่โสดก็หาเพื่อนคุย ใครซักคนที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาเราได้ หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ดีนะครับ

Similar Posts

  • 6 สมุนไพรไทย ช่วยปัญหา “นกเขาไม่ขัน”

    อาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายและปรับการทำงานของเอนไซน์ที่ใช้ในการเมตาบอลิซึมไปแล้ว แต่อาหารที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตฮอร์โมนเพศชายบางชนิดเป็นสารจำพวกไขมัน ซึ่งในคนสูงอายุมักมีปัญหาความเสี่ยงเรื่องไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมีโรคเบาหวาน ทั้งสามโรคนี้ ทำให้เลือดที่วิ่งไปเลี้ยงหลอดเลือดส่วนปลาย อักเสบ แข็งตัวและมีการหดขยายได้แย่ลง น้องชายเสื่อมสภาพการทำงานไปในที่สุด  รวมทั้งถ้ามีอาการหัวใจขาดเลือด การมีเพศสัมพันธ์จะบีบให้หัวใจทำงานหนัก ออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอ ทำให้หัวใจยิ่งขาดออกซิเจนมากไปอีก ดังนั้นจึงควรทานสมุนไพรเสริมที่มีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ปรับการไหลเวียนของเลือด  รวมทั้งบำรุงฮอร์โมนเพศชาย ให้น้องชายค่อยๆกลับมาฟิตปึ๋งปัง โดยมีสมุนไพรมาแนะนำท่านชายดังนี้ 1.ปลาไหลเผือก มีฤทธิ์กระตุ้นให้อัณฑะผลิตฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น ลดไข้ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดปวดข้อ สมุนไพรตัวนี้เป็นที่นิยมใช้กันในหมู่หมอพื้นบ้านภาคใต้อีกด้วย ปลาไหลเผือก วิธีรับประทาน ใช้รากแห้ง 8-15 กรัม นำมาหั่นหยาบ นำมาต้มเดือด 15 นาที แล้วดื่มเช้า เย็น 2.โด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ปรับสมดุลความดันโลหิต จึงเหมาะกับผู้สูงอายุที่น้องชายไม่สู้และมาพร้อมกับเป็นโรคความดันโลหิตสูง โด่ไม่รู้ล้ม วิธีรับประทาน ใช้ทั้งต้นแห้ง 12-15 กรัม นำมาต้มเดือด 15 นาที แล้วดื่มเช้า เย็น 3.กำลังช้างสาร มีฤทธิ์บำรุงกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย บำรุงเส้นเอ็น…

  • ท่าออกกำลังกายสำหรับเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย

    เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่า มีท่าออกกำลังกายที่เพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ดีคือ ท่าสควอท ใครเข้าออกฟิสเนสบ่อยน่าจะเคยได้ยินชื่อ ท่านี้สามารถได้ออกกำลังโดนกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อ ขา สะโพก เอว น่อง แก่นกลางลำตัวแข็งแรง ซึ่งดีมากทำให้เราเดินได้มั่นคง สำคัญมากๆเพราะคนอายุเยอะจะมีอุบัติเหตุล้มหัวฝาดพื้น ตามที่เคยได้ยินข่าว จนกลายเป็นหลอดเลือดเลือดเดินไม่ได้ เพราะการทรงตัวการยืนของเราไม่ดีจากกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงนี้ละครับ!! ต่อไปมาดูวิธีการทำท่าสควอทนะครับ!! ท่าสควอท มีวิธีทำท่าสควอทตามนี้ 1.แยกขาให้เท่าระยะหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า กุมมือทั้งสองไว้ที่ระดับอก 2.ย่อเข่าลงให้ได้ 90 องศา ย่อโดยที่ไม่ให้หัวเข่าล้ำเกินปลายเท้า 3.ขณะย่อให้เกร็งท้อง ทำท่านั้งลงเหมือนจะนั้งเก้าอี้ เอียงตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ให้น้ำหนักลงที่ส้นเท้าทั้งสอง 4.จากนั้นดันตัวกลับที่เดิมนับเป็น 1 ครั้ง โดยให้ทำ 4 เซต เซตละ 10 ครั้ง หากทำคล่องตัวแล้วมีกำลังมากพอแล้วสามารถเพิ่มน้ำหนักโดยการถือดัมเบลได้ ถ้าออกกำลังกายต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าร่างกายชินแล้วควรเพิ่มระดับความหนักหรือไม่ ? หากร่างกายชินแล้วอาจจะทำให้ร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่หลั่งฮอร์โมนเพศชายเพิ่มได้ ดังนั้นควรเพิ่มระดับความหนักเพิ่มขึ้น เราจะรู้ได้ไงว่าเราหักโหมออกกำลังกายหนักไป ? ถ้าออกกำลังกายมากเกินไปจนร่างกายเครียดและนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะการนอนไม่หลับ จะทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้ ดูจากอาการแสดงคือ อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง อารมณ์ทางเพศลดลง…

  • รู้ไหม? ทำไมผู้ชายวัยทองถึงนอนไม่หลับ

    เรื่องนี้เป็นปัญหาที่รบกวนของใครหลายๆคน พออายุเยอะแล้วอยากจะนอนแต่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทแล้วก็ตื่นเช้ามาด้วยอาการเพลียเพราะนอนหลีบไม่ดี อาการแบบนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่เรามาดูกันครับ อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าปัญหาของผู้ชายวัยทอง เวลาเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ขึ้นไป ฮอร์โมนเพศเริ่มค่อยๆลดลง ส่งผลให้ร่างกายกระทบหลายๆอย่าง ทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย มวลกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย เริ่มหลงๆลืมๆง่าย แล้วยังมีผลต่อการนอนหลับอีกด้วย การที่คนเราจะง่วงหรือไม่ง่วง ความง่วงจะเกิดจากฮอร์โมนในสมองที่ค่อยความคุมนาฬิกาชีวิต หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ นาฬิกาชีวิตคือวงจรที่ควบคุมสมดุลในร่างกาย ให้เรามีเวลากิน ความหิว เวลานอน ให้เป็นเวลาที่เหมาะสม ทำให้กลางคืนง่วงนอน กลางวันตื่นตัว ให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ครับ ฮอร์โมนที่ทำให้เราง่วงคือ ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เรียกว่าเป็น ฮอร์โมนการนอน ก็ได้ฮอร์โมนตัวนี้ร่างกายจะสร้างขึ้นจาก กรดอะมิโนทริปโตแฟน (tryptophan) วิตามินบี 6 วิตตามินบี 3 และแมกนีเซียม สร้างขึ้นมา (ใครอยากรู้ว่าจะกินอาหารอะไรดีเพื่อเสริมสารอาหาร 4 ตัวนี้คลิกที่นี้เลย) ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน ทีนี้เจ้าฮอร์โมนเมลาโทนินร่างกายจะสร้างขึ้นเมื่อเจอกับความมืดครับ ก็คือเวลากลางคืนจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ตามธรรมชาติ ร่างกายจะเริ่มสร้างตั้งแต่ช่วงเย็นๆ และเพิ่มมากขึ้นเยอะสุดช่วงกลางคืน ไปลดลงอีกทีตอนเช้าๆ แต่จะถูกยับยั้งเมื่อเจอแสงสว่าง คงได้คำตอบนะครับว่าทำไมการจ้องโทรศัพท์มือถือนานๆก่อนนอนถึงทำให้นอนไม่หลับ ก็เพราะมันมีแสงจากหน้าจอไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนตัวนี้นั้นเอง จึงแนะนำว่าใครนอนไม่หลับให้พยายามนอนในห้องมืดสนิทจะทำให้การนอนหลับ…

  • แก่แล้วขี้ลืมเหรอ? งั้นเรามาปรับพฤติกรรมสู้วัยทองกันเถอะ

    ในคนอายุเยอะๆความจำจะไม่ค่อยดี ก็จะเป็นจากสมองซึ่งมาได้หลายสาเหตุ เช่น มีโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัลไซเมอร์ ทำให้สมองเสียหาย ความจำเลยไม่ดี ในกรณีนั้นก็ต้องรักษาฟื้นฟูให้ตรงจุด แต่ในกรณีที่ไม่ได้เป็นโรคสมองอะไร พอเริ่มอายุเยอะความจำลดลงตามวัยเพราะฮอร์โมนเพศชายน้อยลง พอนานๆเข้าสาร BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) ที่ช่วยปกป้องและทำให้เซลล์ประสาทเติบโตก็ลดลงไปด้วย (สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าสารนี้ทำหน้าที่อะไร คลิกเลย) สมองเลยเสื่อมลงไวขึ้น เห็นทีจะไม่ได้การต้องรีบฟื้นฟู เรามาดูกันครับว่าเราจะเพิ่มสาร BDNF ในสมองได้ไง โดยปกติฮอร์โมนเพศชายจะไปกระตุ้นให้เซลล์สมองผลิตสารนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันเซลล์สมองและทำให้สมองส่วนการคิด ความจำ พัฒนาขึ้น แต่ก็มีอย่างอื่นด้วยที่ช่วยกระตุ้นให้มองสร้างสาร BDNF นอกจากฮอร์โมนเพศ ตามนี้เลยครับ ช่วงเวลาที่ BDNF จะหลั่งออกมาได้มากที่สุด คือ นอกจากมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้สาร BDNF หลั่งออกมาได้แย่ลงได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเข้านอนให้เร็ว นอนซัก 3 ทุ่มเพื่อให้เริ่มหลับสนิทตอน 5 ทุ่ม ให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาพร้อมกับสาร BDNF ซ่อมแซมสมอง การลดความเครียดเพื่อให้สาร BDNF อยู่นานๆ จะช่วยบำรุงสมองให้เสื่อมช้าลงได้ ฉะนั้นอย่าลืมไปทำกันนะครับ

  • นกเขาไม่ขัน ขาเท้าเย็น ชอบเป็นตะคริวที่ก้น ที่ขา อาจเป็นหลอดเลือดอุ้งเชิงกรานตีบแคบ !!

    หลายๆคนพอมีปัญหานกเขาไม่ขัน ปกติจะคิดถึงเรื่องฮอร์โมนเพศชายไม่พอ หรืออาจจะคิดว่าเกิดจากปัญหาทางจิตใจ ความเครียด หรือปัญหาต่อลูกหมาก แต่มีบางกรณีเหมือนกันที่เกิดจากหลอดเลือดในอุ้งเชิงกรานตีบแคบลง !! เคยได้ยินโรคนี้กันหรือป่าวครับ ? โรคนี้เรียกว่า Leriche syndrome เป็นอาการที่เส้นเลือดแดงบริเวณส่วนปลายแถวๆอุ้งเชิงกรานมีคราบไขมันและคราบจุลินทรีย์ไปสะสมทำให้เกิดการตีบแคบลง เลือดจึงไปเลี้ยงส่วนล่างลดลง ทำให้มีปัญหานกเขาไม่ขัน ซึ่งมักเป็นอาการเรื้อรัง จากในรูป[1]จะเห็นว่าเส้นเลือดฝั่งขวาของผู้ป่วยมีการอุดตันไป สังเกตจากอาการอะไรได้บ้าง ? เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการอุดกั้นของหลอดเลือด ดังนั้นอาการจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ทำให้ชีพจรที่ขาหนีบทั้งสองข้างไม่เท่ากันหรืออ่อนแรงลง หากเป็นในระดับเบาๆก็จะมีอาการ ขา ฝ่าเท้าซีด ต้นขามีสีม่วง ร่วมกับอาการซีด เนื่องจากขาดเลือดและออกซิเจน เป็นอาการเป็นตะคริวที่ขาและก้นบ่อยๆ มีนกเขาไม่ขันเพราะการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไม่ดี ดังในรูปจะเห็นที่ปลายนิ้วเท้าขวาของผู้ป่วยมีอาการซีดออกม่วงๆคล้ำๆเล็กน้อย[1] และถ้ามีอาการหนักๆมากๆ จะทำให้มีอาการปวดขา และปวดก้นมากทั้งที่กำลังพักผ่อน ฝ่าเท้ามีความตึงมาก และยังกระทบกับระบบเส้นประสาทไขสันหลังที่ขาดเลือดทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ไม่สามารถเหยียดขาตรงได้ เป็นแผลที่ขาแล้วหายยากหรือไม่หายถ้ามีการอุดตันมากๆ อาจจะเป็นโรคเนื้อตายได้ แล้วใครที่เสี่ยงเป็นโรคนี้บ้าง ? โรคนี้เกิดจากไขมันที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวจากการเกาะของไขมัน ดังนั้นคนที่มีความเสี่ยงจึงเป็นคนที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป กินอาการไขมันสูง มีประวัติเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน คอเรสเตอรอลสูง และการสูบบุหรี่ก็กระตุ้นในหลอดเลือดอักเสบอันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไขมันไปสะสมตรงจุดที่อักเสบในภายหลังได้เช่นกัน ถ้าจะป้องกันโรคนี้จะต้องทำตัวอย่างไร ? ถ้าหากไม่อยากเป็นโรคนี้ก็ต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง…

  • ใครนอนไม่หลับ กินขี้เหล็กช่วยได้ คุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!

    ยาอีกชนิดที่แพทย์แผนไทยชอบใช้ในโรคกษัยคือ แก่นขี้เหล็ก จากที่เรารู้กันว่า โรคต่อมลูกหมากโต มักพบในคนที่อายุมาก ร่างกายเกินการเสื่อมถอยทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ ในทางแพทย์แผนไทยโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยเราจะเรียกว่า “โรคกษัย” จากการเทียบอาการมีโรคกษัยชนิดหนึ่งคล้ายมีอาการคล้ายกับโรคต่อมลูกหมากโตคือ โรคกล่อนแห้งบังเกิดเพื่อเส้นมุตฆาต ซึ่งส่วนใหญ่ในตัวยาแก้กษัยมักจะใช้แก่นขี้เหล็กเป็นส่วนผสมเพราะมันมีสรรพคุณ ช่วยขับโลหิต แก้กามโรค หนองใน แก้นอนไม่หลับ แก้กษัย ดังนั้นแก่นขี้เหล็กจึงมักถูกใส่ผสมร่วมกับยาอื่นๆที่ใช้แก้กษัย เพราะการรักษาโรคกษัย จำเป็นต้องขับของเสียที่ทำให้เกิดกษัยออกไปด้วย ตัวแก่นขี้เหล็กนี้ก็จะไปช่วยขับกษัย ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันว่าได้ค้นพบอะไรที่มันสอดคล้องกับสรรพคุณในแพทย์แผนไทยบ้าง? มีฤทธิ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ เสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ!! คือปกติต้องเข้าใจหน้าที่ของตับก่อน ตับคนเราจะมีหน้าที่ในการรับเลือดที่ดูดซึมสารอาหารทางๆจากระบบทางเดินอาหารผ่านลำไส้มากรองที่ตับก่อนจะส่งไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งจะสำคัญมากๆเพราะจะทำหน้าที่ปรับไม่ให้น้ำตาลและไขมันในเลือดมากเกินไป รวมถึงกำจัดสารพิษต่างๆให้เบาลง ซึ่งการกำจัดพิษนี้เซลล์ตับจะใช้เอนไซน์ซึ่งมีอยู่หลายๆตัว เอนไซน์คือเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้เร่งปฎิกิริยา ให้สารที่ตับรับมาเกิดปฎิกิริยา ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้สารพวกนั้นละลายน้ำได้ดีขึ้นและเป็นพิษลดลง เพื่อให้ขับออกทางไตได้ดีนั้นเอง เมื่อขับออกไปได้ไวก็จะก่อพิษกับร่างกายได้น้อย เอนไซน์ที่ว่านี้ก็มีหลายตัวเช่น กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) , ยูดีพี กลูโคโรนิลทรานเฟอเรส (UDP-glucuronyltransferase) ในหนูทดลองที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบใบขี้เหล็ก 5% นาน 2 สัปดาห์ พบว่ามันช่วยเพิ่มปริมาณเอนไซน์กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอเลส (glutathione S-transferase) ขึ้น 250% และเพิ่ม เอนไซน์ยูดีพี…